Midnight Sun:Edward : ~ 12.: ความยุ่งยาก ~
posted on 30 Jun 2009 17:46 by vampires-twilightMidnight Sun:Edward :
~ 12.: ความยุ่งยาก ~
12. ความยุ่งยาก ผมกับเบลล่าเดินไปห้องเรียนชีววิทยาด้วยกันเงียบๆ ผมพยายามตั้งสมาธิให้อยู่กับช่วงเวลานี้ ให้อยู่กับหญิงสาวข้างๆผม ให้อยู่กับสิ่งที่เป็นจริงและจับต้องได้ ให้อยู่กับอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมไม่ต้องคิดถึงภาพนิมิตหลวกลวง และไร้ความหมายของอลิซเราเดินผ่านแองเจล่า เวเบอร์ ซึ่งกำลังเดินอ้อยอิ่งคุยเรื่องการบ้านกับเพื่อนชายที่เรียนตรีโกณมิติด้วยกัน ผมลองตรวจดูความคิดของเธออย่างคร่าวๆคิดว่าอย่างไรก็คงผิดหวัง แต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องประหลาดใจเมื่อพบความปรารถนาของเธออา...ในที่สุดก็มีสักอย่างหนึ่งที่แองเจล่าอยากจะได้ แต่โชคร้ายที่มันไม่ใช่ของง่ายๆที่จะจับใส่กล่องห่อของขวัญได้ผมรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดขึ้นมาครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินความปรารถนาอันไร้ความหวังของแองเจล่า ความรู้สึกเหมือนเป็นญาติซึ่งมีบางอย่างเกี่ยวพันกันก่อกำเนิดขึ้นในใจผมโดยที่แองเจล่าเองก็ไม่รู้ตัว ในชั่ววินาทีนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกันกับมนุษย์สาวน้อยคนนี้แต่อีกวินาทีต่อมา ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะเรื่องของแองเจล่าไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความเศร้า เธอเป็นมนุษย์ เขาก็เป็นมนุษย์ และความแตกต่างที่เธอคิดว่าไม่มีวันเอาชนะได้ก็เป็นแค่เรื่องตลก ตลกมากๆเลยด้วยซ้ำถ้าเทียบกับเรื่องของผม เรื่องอกหักของเธอมันไม่มีอะไรเลย มันเป็นความเสียใจที่สูญเปล่าในเมื่อไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะไม่ได้อยู่กับคนที่เธอต้องการ ทำไมเธอจะไม่ควรได้ในสิ่งที่เธอต้องการ ทำไมเรื่องนี้มันจะจบลงด้วยความสุขไม่ได้ผมต้องการให้ของขวัญเธอ ดีล่ะ ผมจะให้ในสิ่งที่เธอต้องการ ผมรู้ดีว่าการจะทำอะไรกับธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่ายาก ผมลองตรวจสอบเข้าไปในความคิดของเด็กหนุ่มข้างๆเธอซึ่งเป้าหมายแห่งความรักของเธอ เขาก็ดูไม่ได้อึดอัดใจอะไร มีแค่ความยากเย็นในใจเหมือนกับที่เธอคิดนั่นแหละที่ขวางกั้นพวกเขาอยู่ เขาสิ้นหวังและท้อแท้เหมือนกันกับเธอสิ่งที่ผมต้องทำก็แค่เป็นพ่อสื่อให้พวกเขาเท่านั้นเองผมวางแผนขึ้นมาง่ายๆ คิดบทพูดขึ้นมาอย่างไม่ลำบากยากเย็น ผมต้องการความช่วยเหลือจากเอ็มเมทท์ ความยากอย่างเดียวของงานนี้ก็คือทำให้เขายอมร่วมแผนนี้ด้วย ธรรมชาติของมนุษย์นั้นง่ายที่จะควบคุมยิ่งกว่าธรรมชาติของแวมไพร์ตั้งเยอะผมพอใจกับการแก้ปัญหาเรื่องของขวัญของแองเจล่า มันเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของผมให้ออกจากปัญหาของตนเองได้ดี ทำไมปัญหาของผมมันไม่แก้ได้ง่ายดายอย่างนี้บ้างนะ ผมอารมณ์ดีขึ้นบ้างเมื่อผมกับเบลล่านั่งที่แล้ว บางทีผมควรจะมองโลกในแง่ดีกว่านี้ บางทีมันคงจะมีหนทางแก้ไขอยู่ที่ไหนสักแห่งแต่ผมมองไม่เห็น เหมือนกับที่แองเจล่าก็มองไม่เห็นทางแก้ของตัวเอง มันก็ไม่เหมือนนักหรอก แต่ทำไมจะต้องไปเสียเวลากับความสิ้นหวังด้วยเล่า ผมไม่ได้มีเวลาจะเสียมากนัก สำหรับเรื่องเบลล่าแล้ว ทุกวินาทีสำคัญเสมออาจารย์แบนเนอร์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับทีวีและเครื่องเล่นวีดีโอเก่าๆ เขาจะข้ามบทเรียนที่เขาไม่ค่อยสนใจนักเรื่องความผิดปกติของยีนไป แล้วนำภาพยนตร์มาฉายให้พวกเราดูเป็นเวลาสามวัน ถึงแม้เรื่องลอเรนโซส์ ออยล์ จะไม่ใช่หนังที่สนุกนักแต่ก็ทำให้ทั้งห้องตื่นเต้นกันไม่หยุด ไม่ต้องจดโน้ต ไม่ต้องมีสอบ วันว่างๆสามวันรวด นี่ล่ะความหรรษาของมนุษย์มันไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับผม ไม่ว่าจะในทางไหนทั้งสิ้น ผมไม่เคยวางแผนว่าจะสนใจอะไรอื่นนอกจากเบลล่า อยู่แล้ว วันนี้ผมไม่ได้ลากเก้าอี้ออกมาให้ห่างจากเธอเพื่อเพิ่มพื้นที่หายใจอีกแล้ว ตรงกันข้าม ผมขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆเธอเหมือนที่มนุษย์ทั่วไปเขาทำกัน ใกล้เสียยิ่งกว่าในรถของผม ใกล้เสียจนร่างกายด้ายซ้ายของผมแทบจะจมลงในความร้อนผ่าวจากผิวหนังของเธอมันเป็นประสบการณ์แปลกพิกล ทั้งมีความสุขทั้งเขย่าขวัญในเวลาเดียวกัน แต่ผมชอบอย่างนี้มากกว่าการที่ต้องนั่งตรงข้ามกับเธอ มันเป็นความรู้สึกที่มากมายยิ่งกว่าที่ผมเคยรู้สึก แล้วผมก็รู้ตัวในทันทีว่าแค่นี้ยังไม่พอ ผมยังไม่พอใจ การได้อยู่ใกล้เธออย่างนี้ ยิ่งทำให้ผมอยากอยู่ให้ใกล้เข้าไปอีก แรงดึงดูดดูจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อผมยิ่งเข้าไปใกล้เธอผมเคยกล่าวหาว่าเธอเป็นแม่เหล็กดึงดูดอันตราย และตอนนี้ผมได้เห็นแล้วว่า มันเป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง ผมเป็นตัวอันตราย และทุกๆนิ้วที่ผมขยับเข้าไปใกล้เธอ แรงดึงดูดของเธอก็มีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วอาจารย์แบนเนอร์ก็ปิดไฟมันทำให้เกิดความแตกต่างอย่างแปลกประหลาด ทั้งๆที่ความมืดแทบจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเลย ผมยังคงมองเห็นได้ชัดเจนเท่ากับตอนที่มีแสงไฟ ทุกๆรายละเอียดในห้องนี้ยังคงชัดเจนแล้วทำไมมันถึงมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่างผมอย่างนี้ หรือเป็นเพราะว่าผมรู้ว่ามีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นทุกอย่างชัดเจน รู้ว่าไม่มีใครเห็นผมกับเบลล่า มันเหมือนกับเราได้อยู่กันลำพังสองคน ซ่อนตัวอยู่ในห้องมืด ได้นั่งแนบชิดสนิทกันมือของผมเคลื่อนไปหาเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอแค่สัมผัสเธอ ได้กุมมือเธอไว้ในความมืด แต่ถ้ามันกลายเป็นความผิดพลาดอันน่าขนลุกล่ะ ถ้าผิวหนังของผมทำให้เธอระคาย เธอก็จะต้องปัดมือผมออกผมรีบดึงมือตัวเองกลับมา แล้วกอดอกพร้อมกับกำหมัดไว้แน่น จะไม่มีความผิดพลาดอีกแล้ว ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้มีอะไรผิดพลาดอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ถ้าผมจับมือเธอ ผมก็จะต้องการสัมผัสอื่นๆเรื่อยๆไปอีก ต้องการขยับเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นอีก ผมรู้สึกได้ ความปรารถนาอย่างใหม่กำลังเพิ่มกำลังขึ้นเรื่อยๆ พยายามที่จะเอาชนะการควบคุมตนเองของผมห้ามผิดพลาดเบลล่าก็นั่งกอดอกไว้อย่างปลอดภัยเช่นกัน มือกำหมัดแน่นเหมือนกันกับผมคุณกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ ผมอยากจะถามคำถามนี้กับเธอเหลือเกิน แต่ห้องนี้เงียบเกินกว่าจะสนทนากันได้แม้ว่าจะแค่กระซิบก็ตามหนังเริ่มเรื่องแล้ว ทำให้ห้องสว่างขึ้นเล็กน้อย เบลล่าเหลือบมองผม เธอสังเกตเห็นผมนั่งตัวแข็งเช่นเดียวกันกับเธอ เธอยิ้ม ปากเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย แววตาเธอดูอบอุ่นเย้ายวนหรือบางทีผมอาจจะเห็นในสิ่งที่ผมอยากเห็นก็ได้ผมยิ้มตอบเธอ เธอหายใจติดขัดแล้วรีบเบือนหน้าไปจากผมนั่นยิ่งทำให้อะไรๆแย่ลงไปอีก ผมไม่รู้ความคิดของเธอ แต่จู่ๆผมก็อยากจะคิดในเชิงบวกขึ้นมา ว่าผมคิดถูกแล้ว เธอต้องการให้ผมสัมผัสเธอ เธอก็รู้สึกถึงปรารถนาอันตรายนี้เช่นเดียวกันกระแสไฟฟ้าแล่นอยู่ระหว่างร่างกายของเธอกับผมเธอไม่ได้ขยับตัวเลยตลอดทั้งชั่วโมง เธอนั่งตัวแข็งอยู่ท่าเดิมเหมือนที่ผมทำ นานๆเธอถึงจะแอบมองผมสักครั้ง แล้วกระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งกระตุกเข้ามาในร่างกายผมหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ยังไม่ช้ามากพอ นี่เป็นสิ่งใหม่ที่ผมทำได้ ผมจะต้องนั่งเฉยๆอยู่กับเธออย่างนี้ได้เป็นวันๆแน่ ขอเพียงแค่ได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกอย่างเต็มอิ่มเท่านั้นผมมีปัญหาเป็นโหลๆให้ต้องถกเถียงกับตัวเองในขณะที่เวลาเคลื่อนผ่านไปทุกๆนาที เหตุผลและความปรารถนาต่อสู้กันขณะที่ผมพยายามหาข้ออ้างที่จะสัมผัสเธอในที่สุดอาจารย์แบนเนอร์ก็เปิดไฟอีกครั้งท่ามกลางแสงสว่างของหลอดนีออน บรรยากาศในห้องเรียนก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม เบลล่าถอนใจแล้วยืดตัวขณะที่ดัดนิ้วไปด้วย ผมรู้สึกสบายกว่าเธอเพราะการอยู่นิ่งๆเป็นธรรมชาติของผมอยู่แล้วผมหัวเราะกับสีหน้าโล่งอกของเธอ “อืม น่าสนใจดี”“อืม...” เธอพึมพำ เข้าใจชัดเจนว่าผมหมายถึงอะไร แต่ก็ไม่ยอมออกความเห็น เธอไม่อยากให้ผมรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรผมถอนใจ ไม่ว่าผมจะหวังอีกเท่าไรก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น“ไปกันเถอะ” ผมชวนขณะที่ลุกขึ้นยืนเธอทำหน้าเหยเกแล้วลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แล้วกางแขนออกเหมือนกลัวว่าจะล้มลงไปผมอยากจะยื่นมือให้เธอ หรืออาจจะพยุงข้อศอกช่วยเธอก็ได้ แค่เพียงเบาๆเท่านั้น แน่นอนว่ามันคงไม่ผิดกฎมากมายนักหรอกห้ามผิดพลาดเธอเดินเงียบๆขณะที่เรามุ่งหน้าไปโรงยิม รอยย่นปรากฏอยู่ที่หว่างตาเธอ เป็นหลักฐานว่าเธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิด ผมเองก็เช่นเดียวกันแค่สัมผัสเธอนิดเดียวคงไม่ทำให้เธอบาดเจ็บได้หรอก ด้านที่เห็นแก่ตัวของผมเถียงขึ้นมาผมสามารถบังคับน้ำหนักมือของผมได้ มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยตราบเท่าที่ผมยังควบคุมตัวเองได้อย่างมั่นคงอยู่ ประสาทสัมผัสของผมพัฒนาไปไกลยิ่งกว่าของมนุษย์มาก ผมสามารถเล่นกลโยนรับแก้วคริสตัลได้เป็นโหลโดยไม่ทำแตกเลยสักใบ ผมสามารถลูบไล้ฟองสบู่ได้โดยไม่ทำให้มันแตก ตราบใดที่ผมยังควบคุมตัวเองได้อย่างมั่นคงอยู่เบลล่าก็เหมือนฟองสบู่ เธอเปราะบางและมีอายุสั้น อยู่ได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้นผมจะอยู่ในชีวิตของเธอได้นานอีกเท่าไรเชียว ผมยังเหลือเวลาอีกเท่าไร ผมจะมีโอกาสดีๆอย่างนี้อีกไหม โอกาสดีเหมือนโมงยามนี้ เหมือนวินาทีนี้ เธอไม่ได้อยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อมมืออย่างนี้บ่อยๆนะเบลล่าหันมาเผชิญหน้ากับผมที่หน้าประตูโรงยิม เธอทำตาโตเมื่อเห็นสีหน้าของผม เธอไม่ได้พูดอะไร ผมมองดูเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในแววตาเธอและมองเห็นความขัดแย้งกำลังต่อสู้กันในแววตาของผมเอง ผมมองเห็นใบหน้าตัวเองเปลี่ยนไปเมื่อฝ่ายธรรมะในตัวผมต้องพ่ายแพ้มือของผมยกขึ้นโดยไม่ได้รับคำสั่งจากสติสัมปชัญญะ นิ้วมือของผมลูบไล้ไปตามผิวหนังที่ห่อหุ้มกระดูกโหนกแก้มของเธออย่างแผ่วเบาราวกับเธอทำด้วยกระจกที่บางที่สุด ราวกับเธอเป็นฟองสบู่เปราะบาง ผิวหนังเธอร้อนผ่าวอยู่ใต้สัมผัสของผม ผมสามารถสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นตุบอยู่ภายใต้ผิวหนังขาวใสของเธอพอแล้ว ผมสั่งตัวเอง ถึงแม้ว่ามือผมจะอยากขยับไปสัมผัสที่ข้างแก้มของเธอ พอแล้วมันยากเย็นแสนเข็ญนักกับการจะดึงมือตัวเองกลับมา และห้ามตัวเองไม่ให้ขยับเข้าไปใกล้เธอยิ่งขึ้นไปอีก รูปแบบที่ผมจะสัมผัสเธอได้นับพันๆแบบแล่นผ่านเข้าไปในจิตใจผมในช่วงเวลาแค่เพียงอึดใจ ปลายนิ้วเลื่อนไล้ไปบนริมฝีปาก ฝ่ามือเชยคางเธอขึ้นมา แขนโอบรอบเอวเธอแล้วกระชับตัวเธอให้แนบไปกับลำตัวผมพอแล้วผมบังคับตัวเองให้หันหลังเดินจากมา ร่างกายของผมเคลื่อนไหวอย่างแข็งขืนเหมือนไม่เต็มใจผมปล่อยให้ใจของตัวเองอ้อยอิ่งอยู่ด้านหลังเพื่อคอยตามดูเธอหลังจากผมเดินจากมาอย่างรวดเร็วจนแทบจะกลายเป็นวิ่งเพื่อหนีให้พ้นจากสิ่งล่อใจ ผมจับความคิดของไมค์ซึ่งดังที่สุดได้ก่อน ขณะที่เขากำลังมองเบลล่าเดินเหม่อลอยผ่านเขาไป ดวงตาเธอเลื่อนลอยและแก้มเรื่อเป็นสีแดง เขาทำหน้าถมึงทึงแล้วจู่ๆชื่อผมก็ไปผสมเข้ากับคำก่นด่าสาปแช่งต่างๆนานาในหัวของเขา ผมอดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ผมรู้สึกจี๊ดๆที่มือเหมือนมีหนามตำ ผมสะบัดมือแล้วกำหมัดแต่มันก็ยังคงจี๊ดๆอยู่เหมือนเดิมไม่ ผมไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่การสัมผัสเธอก็ยังคงเป็นความผิดพลาดอยู่นั่นเองผมรู้สึกเหมือนมีไฟซึ่งเหมือนกับไฟที่เคยเผาผลาญลำคอของผมกำลังแผดเผาไปทั่วทั้งร่างกายครั้งต่อไปที่ผมต้องอยู่ใกล้เธอ ผมจะสามารถหยุดตัวเองไว้ไม่ให้สัมผัสเธอได้หรือเปล่า แล้วถ้าผมเกิดสัมผัสเธอเข้า ผมจะหยุดมันไว้ได้ไหมจะต้องไม่ผิดพลาดอีกแล้ว แค่นั้นก็พอแล้ว จดจำมันเอาไว้ เอ็ดเวิร์ด ผมบอกตัวเองอย่างเคร่งขรึม แล้วเก็บมือเอาไว้กับตัวเอง ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ผมก็จะต้องบังคับตัวเองให้ต้องจากไป ผมยอมให้ตัวเองอยู่ใกล้เธอไม่ได้ ถ้าผมยังยืนยันที่จะทำผิดอีกผมสูดลมหายใจลึกๆแล้วพยายามจัดความคิดให้เข้าที่เข้าทางเอ็มเมทท์ตามผมมาทันเมื่อผมอยู่ด้านนอกตึกภาษาอังกฤษ“ไง เอ็ดเวิร์ด” เขาดูดีขึ้นนะ ออกจะประหลาดแต่ก็ดีขึ้น ดูมีความสุขเลยล่ะ“ไง เอ็ม” ผมดูมีความสุขเหรอ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ถึงแม้ในหัวผมจะยังวุ่นวาย แต่ผมก็รู้สึกว่ามีความสุขไอ้เรื่องที่นายไม่ยอมบอกน่ะ โรซาลีอยากจะเลาะเอาลิ้นนายออกมาแทบแย่แล้วผมถอนใจ “ขอโทษนะที่ต้องให้นายมารับมือกับเรื่องนี้ นายโกรธฉันรึเปล่า”“ม่ายหรอก เดี๋ยวโรสก็ทำใจได้เองแหละ ยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” เหมือนภาพนิมิตของอลิซนั่นล่ะเรื่องภาพนิมิตของอลิซไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากจะคิดตอนนี้เลย ผมมองไปข้างหน้า กัดฟันแน่นขณะที่ผมกำลังมองหาเรื่องที่จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจอยู่ ผมก็เหลือบไปเห็นเบน เชนนี่กำลังเดินเข้าห้องเรียนภาษาสเปนอยู่ข้างหน้าเรา อา...โอกาสที่จะมอบของขวัญให้กับแองเจล่า เวเบอร์มาถึงแล้วผมหยุดเดินแล้วดึงแขนเอ็มเมทท์ไว้ “รอเดี๋ยว”มีอะไรเหรอ“ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรขอ แต่นายช่วยอะไรฉันอย่างหนึ่งได้ไหม”“อะไรล่ะ” เขาถามด้วยความสงสัยผมกลั้นหายใจ แล้วพูดด้วยความเร็วเกินกว่าหูมนุษย์จะฟังรู้เรื่องไม่ว่ามันจะดังแค่ไหนก็ตาม ผมอธิบายให้เขาฟังเขาจ้องหน้าผมด้วยสีหน้าว่างเปล่าเมื่อผมเล่าจบ ความคิดของเขาก็ว่างเปล่าพอๆกัน“แล้วตกลง” ผมกระตุ้น “นายจะช่วยฉันรึเปล่า”เขาใช้เวลาเป็นนาทีกว่าจะตอบ “ว่าแต่ ทำไมฉันต้องช่วยล่ะ”“ไม่เอาน่า เอ็มเมทท์ แล้วทำไมนายถึงจะไม่ช่วยล่ะ”นี่นายเป็นใครกันแน่ แล้วนายทำอะไรกับน้องชายฉัน“นายเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนบ่นว่าโรงเรียนนี้น่าเบื่อจะตาย นี่จะช่วยทำให้มันดีขึ้นสักหน่อยไงล่ะ คิดว่ามันเป็นการทดลองก็ได้ ทดลองเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์น่ะ
เขาจ้องผมอยู่อีกพักหนึ่งถึงจะตอบ “ก็ใช่ มันก็ดีขึ้น นายพูดถูกเรื่องนั้น โอเค ได้” เอ็มเมทท์ทำจมูกฟึดฟัดแล้วยักไหล่ “ฉันจะช่วยนาย”
ผมยิ้มกว้างให้เขา รู้สึกกระตือรือร้นกับแผนการของตัวเองขึ้นอีกเยอะเมื่อมีเขามาร่วมด้วย โรซาลีคงโกรธแน่ แต่ยังไงผมก็เป็นหนี้เธอที่เธอพาเอ็มเมทท์มา ไม่มีใครจะมีพี่ชายที่ดีกว่าผมอีกแล้วเอ็มเมทท์ไม่จำเป็นต้องซ้อมเลย ผมกระซิบบทให้เขาฟังครั้งเดียวขณะที่เราเดินเข้าไปในห้องเรียนเบนนั่งที่แล้ว อยู่ด้านหลังที่นั่งของผม กำลังเตรียมตัวจะส่งการบ้าน ผมกับเอ็มเมทท์ก็นั่งลงแล้วเตรียมจะส่งการบ้านเช่นกัน ตอนนี้ห้องเรียนยังไม่เงียบ เสียงคุยกันหึ่งๆยังคงดังต่อไปเรื่อยๆจนกว่าอาจารย์กอฟฟ์จะเรียกรวม แต่เธอก็ไม่รีบร้อน เพราะยังคงตรวจข้อสอบของชั้นเรียนที่แล้วอยู่“ตกลง” เอ็มเมทท์พูดเสียงดังเกินความจำเป็น ถ้าหากว่าเขาต้องการพูดกับผมคนเดียวจริงๆ “นายได้ชวนแองเจล่าไปเที่ยวรึเปล่า”เสียงกระดาษกรอบแกรบด้านหลังผมหยุดลงอย่างฉับพลันทันทีเมื่อเบนนั่งตัวแข็ง ความสนใจของเขาทำให้เราดำเนินบทสนทนาต่อทันทีแองเจล่าเหรอ นี่พวกเขาพูดถึงแองเจล่าอยู่เหรอดีมาก ผมเรียกความสนใจเขาได้แล้ว“เปล่า” ผมพูด ส่ายหัวช้าๆเหมือนกำลังเสียใจ“อ้าว ทำไมล่ะ” เอ็มเมทท์ถามสดๆทันที “นายปอดแหกเหรอ”ผมทำหน้าบึ้งใส่เขา “เปล่า แต่ฉันได้ยินมาว่าเธอชอบคนอื่นอยู่แล้ว”เอ็ดเวิร์ด คัลเลนกำลังจะขอแองเจล่าเที่ยวเหรอ แต่ว่า...ไม่นะ ฉันไม่ชอบแน่ ฉันไม่ยอมให้เขามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆเธอหรอก เขาไม่เหมาะสมกับเธอเลย ไม่...เอ่อ...ไม่ปลอดภัยผมไม่ได้หวังว่าจะได้เห็นความเป็นสุภาพบุรุษ หรือสัญชาตญาณการปกป้อง ที่ผมทำก็เพื่อให้เขาหึง แต่ก็ช่างเถอะ อะไรก็ได้ ขอให้ได้ผลเถอะ“แล้วนายก็จะยอมหยุดงั้นเหรอ” เอ็มเมทท์ถามอย่างดูถูก สดๆอีกเหมือนกัน “จะไม่ลองแข่งกับเขาหน่อยเหรอ”ผมจ้องหน้าเขา แต่ก็ใช้คำพูดของเขาให้เป็นประโยชน์ “ฟังนะ ฉันว่าเธอชอบใครสักคนที่ชื่อเบนน่ะ แล้วฉันก็ไม่อยากไปคอยง้อเธอด้วย มีสาวๆอีกตั้งเยอะ”เกิดความตื่นเต้นขึ้นทันทีตรงเก้าอี้ด้านหลังผม“ใครนะ” เอ็มเมทท์ถาม กลับมาพูดตามบทอีกครั้ง“คู่หูแล็บของฉันบอกว่าเขานามสกุลเชนนี่น่ะ ฉันไม่แน่ใจว่าฉันรู้จักหรือเปล่า”ผมกลั้นยิ้มไว้ มีแต่คัลเลนจอมหยิ่งเท่านั้นล่ะที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักนักเรียนทุกคนในโรงเรียนเล็กๆนี้ได้เบนหัวหมุนด้วยความตกตะลึง ฉันเหรอ ชนะเอ็ดเวิร์ด คัลเลนเนี่ยนะ แล้วทำไมเธอชอบฉันล่ะ“เอ็ดเวิร์ด” เอ็มเมทท์พูดอู้อี้เบาๆแล้วกลอกตาไปทางเด็กหนุ่มคนนั้น “เขานั่งอยู่หลังนายนั่นไง” เขาทำปากเป็นคำที่แน่ใจว่ามนุษย์จะอ่านออกอย่างง่ายดาย “อ้าวเหรอ” ผมพึมพำตอบไปผมหันไปเหลือบมองเด็กหนุ่มด้านหลังผม ดวงตาสีดำด้านหลังแว่นปรากฏแววหวาดกลัวอยู่ชั่ววินาทีหนึ่ง แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นแข็งทื่อ แล้วเขาก็ยืดไหล่ขึ้นเมื่อผมสบประมาทเขาด้วยถ้อยคำเหยียดหยาม เขาทำคางเชิดขณะที่ความโกรธทำให้ผิวสีน้ำตาลทองของเขาเข้มขึ้นไปอีก“เฮอะ” ผมพูดอย่างหยิ่งยโสขณะที่หันกลับมาหาเอ็มเมทท์ เขาคิดว่าเขาดีกว่าฉัน แต่แองเจล่าไม่ได้คิดอย่างนั้น ฉันจะพิสูจน์ให้เขาดูสมบูรณ์แบบ“นายบอกไม่ใช่เหรอ ว่าเธอจะชวนยอร์คกี้ไปงานเต้นรำน่ะ” เอ็มเมทท์ถาม ทำจมูกฟึดฟัดขณะที่พูดชื่อของเด็กหนุ่มที่ใครๆก็ดูถูกว่าเชื่องช้างุ่มง่าม “นั่นเขาตัดสินใจกันเป็นกลุ่มชัดๆ” ผมต้องการจะแน่ใจว่าเบนรู้เรื่องนี้ “แองเจล่าน่ะขี้อาย ถ้าบะ-เอ้อ...ถ้าไม่มีหนุ่มคนไหนกล้าไปชวน เธอก็ไม่มีวันชวนเขาหรอก”“นายชอบสาวขี้อายเหรอ” เอ็มเมทท์ถาม กลับไปนอกบทอีกแล้ว สาวเงียบๆ เหมือนอย่าง...อืม...ไม่รู้สิ เบลล่า สวอนล่ะมั้งผมยิ้มกว้างให้เขา “ถูกต้องที่สุด” แล้วผมก็กลับมาแสดงละครอีกครั้ง “บางทีแองเจล่าอาจจะเบื่อที่ต้องรอแล้วก็ได้ บางทีฉันน่าจะชวนเธอไปงานพรอมนะ”ไม่ได้นะ เบนคิด ลุกนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของเขา แล้วถ้าเธอสูงกว่าฉันเยอะล่ะ แต่ถ้าเธอไม่แคร์เหมือนที่ฉันไม่แคร์ล่ะ เธอน่ารักที่สุด ฉลาดที่สุด สวยที่สุดในโรงเรียนนี้เลย และเธอก็ต้องการฉันผมชอบเบนคนนี้นะ เขาดูเป็นคนฉลาดและจิตใจดี บางทีเขาคงจะเหมาะสมกับสาวน้อยอย่างแองเจล่านะผมยกนิ้วโป้งให้เอ็มเมทท์ที่ใต้โต๊ะขณะที่อาจารย์กอฟฟ์ทักทายชั้นเรียนโอเค ฉันยอมรับก็ได้ มันก็...สนุกดีนะ เอ็มเมทท์คิดผมยิ้มให้กับตัวเอง พอใจที่ได้สร้างสรรค์เรื่องรักที่จบลงอย่างมีความสุข ผมคิดในแง่ดีว่า เบนคงจะเดินตามแผนของเราต่อไป และแองเจล่าจะได้รับของขวัญจากชายนิรนาม แล้วผมก็ได้ชำระหนี้เรียบร้อยแล้วทำไมมนุษย์ช่างงี่เง่าอย่างนี้นะ ยอมให้ความสูงหกนิ้วมาเป็นอุปสรรคความสุขของตัวเองได้ความสำเร็จนี้ทำให้ผมอารมณ์ดีมาก ผมยิ้มอีกครั้งเมื่อนั่งเข้าที่เรียบร้อยและเตรียมตัวรับความบันเทิง อย่างที่ เบลล่าบอก ผมไม่เคยเห็นเธอเรียนพละมาก่อนความคิดของไมค์จับง่ายที่สุดท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ไปทั่วโรงยิมอย่างนี้ ผมคุ้นกับจิตใจของเขามากในช่วงสองสามอาทิตย์หลัง ผมถอนใจ ในที่สุดผมก็ต้องยอมใช้ความคิดของเขา อย่างน้อยผมก็แน่ใจได้ว่าเขาสนใจเบลล่าแน่นอนผมเข้าไปถึงพอดีที่จะได้ยินเขาเสนอตัวเป็นคู่หูเล่นแบดมินตันกับเธอ รอยยิ้มของผมจางหายไป ผมกัดฟันแน่น และต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่าการฆาตกรรมไมค์ นิวตันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับได้“ขอบใจนะไมค์ เธอไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ก็ได้”“ไม่ต้องห่วง ผมจะอยู่ห่างๆคุณไว้”พวกเขายิ้มกว้างให้กัน แล้วภาพอุบัติเหตุต่างๆนาๆก็ผ่านวูบเข้ามาในหัวไมค์ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องมีเบลล่าเข้าไปเกี่ยว ตอนแรกไมค์เล่นอยู่คนเดียวขณะที่เบลล่ายืนลังเลอยู่ด้านหลังคอร์ท มือถือแร็คเก็ตไว้อย่างระมัดระวังเหมือนกับว่ามันเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง จนกระทั่งอาจารย์แคลปป์ผ่านมาแล้วสั่งไมค์ว่าให้ปล่อยให้เบลล่าเล่นบ้างโอ๊ะ โอ ไมค์คิดเมื่อเบลล่าเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับถอนหายใจโดยถือแร็คเก็ตไว้ด้วยท่าทางงุ่มง่ามที่สุดเจนนิเฟอร์ ฟอร์ด เสิร์ฟลูกขนไก่ตรงมาที่เบลล่าอย่างร่าเริง ไมค์เห็นเบลล่าเดินโซเซเข้าไปหามันแล้วแกว่ง แร็คเก็ตห่างจากเป้าหมายไปหลายหลา เขาจึงก็พุ่งเข้าไปเพื่อจะรับลูกให้ทัน ผมมองวิถีโคจรของแร็คเก็ตของเบลล่าด้วยความกลัว แน่เสียยิ่งกว่าแน่ มันฟาดเข้าไปโดนเน็ตที่ขึงตึงแล้วกระเด็นกลับมาโดนหน้าผากเธอ ก่อนที่จะหมุนเหวี่ยงออกไปฟาดเข้าที่แขนของไมค์เสียงดังโครมใหญ่โอ๊ย แขนฉันต้องช้ำหมดแน่เบลล่านวดหน้าผากตัวเอง มันยากเย็นอย่างยิ่งที่จะนั่งอยู่กับเก้าอี้อย่างนี้ในขณะที่เธอบาดเจ็บ แต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ ถึงผมจะไปที่นั่นก็เถอะ และดูเหมือนเธอก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมลังเลแต่ก็ยังคงเฝ้ามองต่อไป ถ้าเธอยังตั้งใจจะเล่นต่อ ผมคงต้องหาข้ออ้างอะไรสักอย่างไปดึงเธอออกมาจากห้องเรียนแน่อาจารย์แคลปป์หัวเราะใหญ่ “ขอโทษเถอะนะ นิวตัน แต่แม่สาวนั่นน่ะเป็นตัวซวยที่สุดที่ฉันเคยเจอมาเลย อย่าปล่อยให้เธอไปทำใครเดือดร้อนล่ะ” แล้วเขาก็เดินจากไปอย่างเฉยเมยเพื่อไปดูเกมอื่นๆ ดังนั้นเบลล่าจึงสามารถสวมบทเป็นผู้ชมได้เหมือนเดิมโอ๊ย ไมค์คิดอีกพลางนวดแขนไปด้วย เขาหันไปทางเบลล่า “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”“ไม่เป็นไร แล้วคุณล่ะ” เธอถามอายๆ หน้าแดงเรื่อ“ผมว่าเดี๋ยวก็หาย” ฉันไม่อยากเป็นเด็กขี้แยหรอก แต่ว่า มันก็เจ็บนะเนี่ยไมค์แกว่งแขนเป็นวงกลมแล้วทำหน้าเบ้“ฉันจะอยู่ข้างหลังนี่แหละ” เบลล่าบอกด้วยสีหน้ากระดากอายมากกว่าเจ็บปวด บางทีไมค์อาจจะซวยที่สุด และผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้เล่นต่อแล้ว เธอถือแร็คเก็ตอย่างระมัดระวังไว้ด้านหลังเธอ ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความสำนึกผิด ผมต้องเสทำเป็นไอเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะของตัวเองตลกอะไรนักหนา เอ็มเมทท์อยากจะรู้“เดี๋ยวค่อยบอก” ผมพูดงึมงำเบลล่าไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปเล่นอีกเลย และอาจารย์ก็ไม่สนใจเธอโดยปล่อยให้ไมค์เล่นไปคนเดียวผมทำข้อสอบท้ายชั่วโมงเสร็จอย่างรวดเร็ว อาจารย์กอฟฟ์จึงปล่อยผมออกมาก่อนเวลา ผมคอยฟังไมค์อย่างตั้งใจตลอดทางที่ผมเดินข้ามโรงเรียนมา เขาตัดสินใจคุยกับเบลล่าเรื่องผมเจสสิก้าสาบานได้เลยว่าพวกเขากำลังคบกันอยู่ ทำไมนะ ทำไมมันจะต้องมาเลือกเธอด้วยเขายังไม่เข้าใจเหตุการณ์จริงๆเลยว่า ที่แท้แล้ว เธอต่างหากที่เลือกผม“ตกลง...”“ตกลงอะไร” เธอสงสัย“คุณกับคัลเลนไง” คุณกับไอ้ตัวประหลาดนั่น ผมเดาว่าไอ้คนรวยนั่นคงสำคัญกับคุณมากสิท่าผมกัดฟันให้กับสมมติฐานต่ำๆของเขา“มันไม่ใช่กงการอะไรของคุณเลยนะไมค์”ปกป้องมันใหญ่เชียวนะ งั้นก็จริงน่ะสิ ทุเรศ “ผมไม่ชอบเลย”“คุณก็ไม่จำเป็นต้องชอบนี่” เธอตะคอกเธอไม่เห็นหรือไงนะว่ามันน่ะยังกับพวกสัตว์ตามละครสัตว์ พวกมันทั้งหมดนั่นล่ะ แล้วเวลามันมองเธอนะ ฉันยังกลัวจนไม่กล้ามองเลย “ก็เขามองคุณ...ยังกับคุณเป็นของกิน”ผมถึงกับต้องหดตัวรอคำตอบของเธอหน้าเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ เธอเม้มปากแน่นเหมือนกำลังกลั้นหายใจ แล้วจู่ๆเธอก็หัวเราะคิกคักออกมาไงล่ะ เธอหัวเราะเยาะฉันแล้ว เยี่ยมไมค์หันหลัง สีหน้าบึ้งตึง แล้วเดินจากไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ผมยืนพิงกำแพงโรงยิม พยายามจัดท่าทางให้ดี เธอหัวเราะเยาะคำกล่าวหาของไมค์ได้ยังไง มันตรงจุดเสียจนผมระแวงว่าคนทั้งฟอร์คจะระวังตัวกันหมดแล้ว ทำไมเธอถึงหัวเราะให้กับคำเตือนที่ว่าผมอาจจะฆ่าเธอ ในเมื่อเธอก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นความจริงทั้งหมด มันน่าขำที่ตรงไหนเธอเป็นอะไรหรือเปล่าอารมณ์ขันของเธอผิดปกติไปหรือเปล่า นั่นมันไม่ตรงกับที่ผมเคยคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพของเธอเอาไว้เลยนะ แต่ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผมคิดถูก หรือว่าฝันกลางวันของผมเกี่ยวกับเทวดาจอมสะเพร่าจะเป็นจริงอยู่บ้างเหมือนกัน จริงตรงที่เธอไม่มีความกลัวใดๆทั้งสิ้น กล้าหาญ-นี่เป็นคำเดียวที่พอจะอธิบายได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการขาดความกลัวและอารมณ์ขันที่กลับตาลปัตรของเธอไม่ดีแน่ อาการขาดความกลัวนี่หรือเปล่าที่ทำให้เธอเจอแต่เรื่องอันตรายอยู่เรื่อยๆ บางทีเธอคงต้องการให้ผมอยู่ที่นี่จู่ๆอารมณ์ของผมก็ดีขึ้นอย่างฉับพลันผมแค่ต้องมีวินัยในตนเอง ถือหลักความปลอดภัยไว้เสมอ บางที่มันอาจจะถูกที่ผมควรอยู่กับเธอเมื่อเธอเดินออกมาจากโรงยิม ไหล่เธอห่อและกำลังกัดริมฝีปากเป็นเครื่องหมายว่าเธอกำลังเครียด แต่ทันทีที่เธอหันมาเห็นผม ไหล่เธอก็คลายออกทันที พร้อมกับยิ้มกว้างที่คลี่ประดับบนใบหน้าเธอ เป็นสีหน้าที่ดูสุขสงบอย่างประหลาด เธอเดินมาเคียงข้างผมทันทีอย่างไม่ลังเล และหยุดก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเราอยู่ใกล้กันเกินไป จนกระทั่งความร้อนจากร่างกายเธอกระทบเข้ากับตัวผมเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง“ไง” เธอพูดเสียงแผ่วความสุขในห้วงเวลานี้ช่างไม่มีอะไรมาเทียบ อีกครั้งหนึ่งแล้ว“หวัดดี” ผมพูด และในเมื่ออารมณ์ผมดีขนาดนี้ ผมจึงอดไม่ได้ที่จะแหย่เธอเล่น “พละเป็นไงบ้าง”รอยยิ้มของเธอจางไป “ก็ดีค่ะ”เธอโกหกไม่แนบเนียนเลย“จริงเหรอ” ผมถาม พยายามจะให้เธอเล่าเรื่องนั้น ผมยังเป็นห่วงอยู่เลยว่าหัวของเธอจะเจ็บมาหรือเปล่า แต่เสียงความคิดของไมค์ก็ดังแทรกเข้ามาเสียก่อนฉันเกลียดมัน มันน่าจะไปตายซะเลย หวังว่ามันจะขับรถตกเหวไปเลยนะ ทำไมมันไม่ปล่อยเธอไปแล้วไปอยู่กับไอ้พวกตัวประหลาดพวกเดียวกันวะ“อะไรน่ะ” เบลล่าถามตาผมกลับมาจับจ้องที่เบลล่าอีกครั้ง เธอมองตามหลังไมค์ที่กำลังเดินจากไป แล้วกลับมามองที่ผมอีกครั้ง“นิวตันกำลังทำให้ผมประสาท” ผมยอมรับปากเธอเผยอออก แล้วรอยยิ้มก็จางหายไป เธอคงลืมไปแล้วว่าผมสามารถที่จะมองเห็นหายนะของเธอได้เมื่อชั่วโมงก่อน หรือเธอหวังว่าผมคงจะไม่ใช้มัน“คุณคงไม่ได้แอบฟังอีกนะ”“หัวคุณเป็นยังไงบ้าง”“คุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ” เธอกัดฟันพูด แล้วหันหลังให้ผม แล้วเดินย่ำเท้าอย่างโกรธๆไปที่ลานจอดรถ ผิวเธอเรื่อเป็นสีแดงจัด เธอกำลังอายผมเดินตามเธอไปหวังว่าความโกรธของเธอคงจะหายไปในไม่ช้า ปกติแล้วเธอจะยกโทษให้ผมอย่างรวดเร็วเสมอ “คุณเป็นคนบอกเองว่าผมไม่เคยเห็นคุณตอนเล่นพละ” ผมอธิบาย “ผมก็เลยอยากรู้”เธอไม่ตอบ คิ้วยังคงผูกเข้าหากันจู่ๆเธอก็หยุดเดินเมื่อเราเข้ามาในลานจอดรถ เธอมองเห็นว่าทางที่จะเดินไปรถของผมนั้นมีนักเรียนชายอยู่เต็มไปหมดสงสัยจริง มันจะเร็วขนาดไหนเนี่ยดูชิฟท์ แพดเดิลของเอสเอ็มจีนั่นสิ ฉันเคยเห็นแต่ในนิตยสารเท่านั้นเองไซด์ กริลล์นั่นสวยจริงๆฉันอยากจะมีเงินสักหกหมื่นดอลลาร์จริงๆเลยนี่เป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมโรซาลีจึงควรใช้รถของเธอเฉพาะเวลาอยู่นอกเมืองเท่านั้นผมเดินฝ่าฝูงชนที่เต็มไปด้วยความกระหายอยากเข้าไปที่รถของผม หลังจากลังเลอยู่วินาทีหนึ่งเบลล่าจึงเดินตามมา“ขี้โอ่ไหมล่ะ” ผมพึมพำขณะที่เธอกำลังขึ้นรถ“มันเป็นรถอะไรน่ะ” เธอสงสัย“เอ็มทรี”เธอขมวดคิ้ว “ฉันไม่ได้พูดจาประสาคนเล่นรถอยู่นะคะ”“บีเอ็มดับเบิ้ลยูน่ะ” ผมกลอกตา แล้วมองกระจกส่องหลัง ระวังไม่ให้ถอยรถไปเหยียบใครเข้า ผมถึงกับต้องถลึงตามองเด็กผู้ชายสองสามคนที่ท่าทางไม่เต็มใจจะหลีกทางให้ผมถอยรถ แค่ครึ่งวินาทีที่สบตาผมพวกเขาก็รู้แล้วว่าควรจะทำตัวอย่างไร“คุณยังโกรธอยู่หรือเปล่า” ผมถามเธอ รอยขมวดคิ้วของเธอค่อยคลายลงบ้าง“แน่นอน” เธอตอบห้วนๆผมถอนใจ บางทีผมคงไม่ควรพูดมันขึ้นมาเลย นึกออกแล้ว ผมน่าจะแก้ตัวได้นะ “จะยกโทษให้ผมไหม ถ้าผมขอโทษ”เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บางที ถ้าคุณหมายความอย่างนั้นจริงๆ” เธอตัดสินใจ “และถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่ทำอีก”ผมจะไม่โกหกเธอ แต่ไม่มีทางที่ผมจะรับปากเรื่องนั้นได้ บางทีผมน่าจะลองยื่นข้อเสนออื่นให้เธอดูนะ“ถ้าเกิดผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ และถ้าผมยอมให้คุณเป็นคนขับรถวันเสาร์ล่ะ”รอยย่นกลับมาประจำที่หว่างตาเธออีกครั้งขณะที่เธอกำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่นี้ “ตกลง” เธอบอกหลังจากคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งตอนนี้ ตอนที่ผมจะขอโทษเธอนี่ล่ะ ผมไม่เคยสะกดเบลล่าโดยเจตนามาก่อนเลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเป็นโอกาสดีที่จะทำแล้ว ผมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอขณะที่ขับรถออกมาจากโรงเรียนสงสัยว่าผมจะทำมันได้หรือเปล่า แล้วผมจึงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่สุด“งั้นผมขอโทษจริงๆครับที่ทำให้คุณโกรธ”หัวใจของเธอเต้นดังราวกับฟ้าร้อง ดังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ และไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดวงตาเธอเบิกกว้างเหมือนกำลังตกตะลึงผมอมยิ้ม ดูเหมือนผมจะทำสำเร็จแล้ว แน่นอน ผมก็ประสบปัญหากับการถอนสายตาไปจากเธอเหมือนกัน ถูกสะกดด้วยกันทั้งคู่ ดีนะที่ผมจำถนนเส้นนี้ได้หมดแล้ว“แล้วผมจะไปถึงหน้าบ้านคุณวันเสาร์ตั้งแต่เช้าเลย” ผมเสริม เป็นการปิดข้อตกลงของเราเธอกระพริบตาเร็วๆ ส่ายหัวเหมือนจะไล่อะไรๆออกไปให้หมด “อืม...”เธอพูด “แต่ชาร์ลีก็ต้องสงสัยอยู่ดีถ้ามีรถวอลโว่ไม่ระบุเจ้าของมาจอดทิ้งไว้ตรงทางเข้าบ้าน”โธ่เอ๊ย เธอไม่รู้จักผมเลยหรือไงเนี่ย “ผมไม่คิดจะเอารถมาอยู่แล้ว”“อ้าว แล้ว-“ เธอมองหน้าผมเหมือนจะถาม ผมพูดแทรกเธอขึ้นมา มันยากที่จะตอบคำถามนี้ได้โดยไม่ต้องสาธิตให้เธอดู แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลาที่เหมาะสมเลย “ไม่ต้องห่วงหรอก ผมจะไปที่นั่นและไม่เอารถไป”เธอเอียงหัวไปด้านหนึ่ง แล้วมองดูผมเหมือนจะเค้นคำตอบออกมาให้ได้ แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ“ตอนนี้ ทีหลังแล้วหรือยัง” เธอถาม เตือนให้ผมนึกถึงเรื่องที่เราคุยค้างกันไว้วันนี้ตอนอยู่ที่โรงอาหาร เธอถามคำถามยากๆข้อหนึ่งซึ่งคำตอบของมันจะทำให้เกิดปัญหาใหม่ที่ไม่น่าอภิรมย์ยิ่งกว่าเดิม“ผมคิดว่าคงทีหลังแล้ว” ผมเห็นด้วยอย่างไม่เต็มใจผมจอดรถตรงหน้าบ้านเธอ พยายามคิดว่าผมจะอธิบายอย่างไรดีโดยไม่เปิดเผยสัญชาตญาณนักล่าออกมามากเกินไป และไม่ทำให้เธอกลัวขึ้นมาอีกเธอรอด้วยความสนใจอย่างสุภาพเหมือนกับหน้ากากที่เธอใส่เมื่อกลางวัน ถ้าผมไม่ได้เครียดขนาดนี้ ผมคงหัวเราะไปกับท่าทางสงบอย่างประหลาดของเธอแล้ว“คุณยังอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงเห็นผมล่าสัตว์ไม่ได้หรือ” ผมถาม“เอ่อ...จริงๆแล้วฉันสงสัยปฏิกิริยาของคุณมากกว่า” เธอบอก“ผมทำให้คุณกลัวเหรอ” ผมถาม คิดในแง่ดีว่าเธอจะปฏิเสธ“เปล่า”ผมพยายามกลั้นยิ้มไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ “ผมขอโทษที่ทำให้คุณกลัว” แล้วรอยยิ้มก็จางหายไปพร้อมกับความตลกขบขัน “พอคิดว่าคุณอยู่ที่นั่น ตอนที่พวกเราล่าสัตว์” “มันจะแย่มากเลยเหรอ”แค่ภาพนิมิตก็มากเกินพอแล้ว เบลล่าผู้เปราะบางท่ามกลางความมืดสนิท ส่วนตัวผมก็อยู่เหนือการควบคุมของตัวเอง ผมพยายามจะกำจัดมันออกไปจากใจ “ที่สุดเลย”ผมสูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสมาธิให้อยู่กับความกระหายที่แผดเผาอยู่ พยายามรู้สึกถึงมัน ควบคุมมัน พิสูจน์ให้ได้ว่าตัวผมเองอยู่เหนือมัน มันไม่มีทางควบคุมผมได้อีกต่อไปแล้ว ผมปรารถนาอยากให้มันเป็นจริง ผมจะได้ปลอดภัยสำหรับเธอ ผมจ้องไปที่ก้อนเมฆ แต่ไม่ได้มองเห็นมันเลย ผมหวังว่าผมจะสามารถเชื่อได้ว่าความตั้งใจของผมจะทำให้เกิดความแตกต่างถ้าผมเกิดได้กลิ่นเธอขณะกำลังล่าเหยื่ออยู่“เวลาที่พวกเราออกล่า เราจะปล่อยให้ประสาทสัมผัสควบคุม” ผมบอกเธอ คิดไตร่ตรองแต่ละคำก่อนที่จะพูดออกมา “สมองจะมีอำนาจสั่งการน้อยลง โดยเฉพาะประสาทสัมผัสรับกลิ่นของเรา ถ้าคุณเกิดมาอยู่ใกล้ๆตอนที่ผมควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนั้น...”ผมส่ายหัวด้วยความเจ็บปวดให้กับความคิดที่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนต่อจากนั้น มันคืออะไรที่จะเกิด ไม่ใช่อะไรที่ควรเกิดผมฟังเสียงหัวใจเธอเต้นโครมคราม แล้วหันไปอย่างกระสับกระส่ายเพื่ออ่านแววตาของเธอสีหน้าของเบลล่านิ่งสงบ แววตาเศร้าสร้อย ปากเธอยื่นออกมานิดหน่อย ซึ่งผมเดาว่าคงเป็นเพราะความกังวล แต่กังวลเรื่องอะไรล่ะ ความปลอดภัยของเธองั้นหรือ หรือความเจ็บปวดของผม ผมยังคงมองเธอต่อไปพยายามแปลความหมายจากท่าทางอันกำกวมของเธอให้ออกมาเป็นข้อเท็จจริงเธอมองตอบผม ดวงตาเธอเบิกกว้างหลังจากนั้นพักหนึ่ง ม่านตาขยายทั้งที่แสงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปลมหายใจของผมถี่กระชั้นขึ้น จู่ๆความเงียบก็ปกคลุมภายในรถเหมือนที่เคยเป็นในห้องที่มืดสลัวของชั่วโมงชีววิทยา กระแสไฟฟ้ากลับมาแล่นอยู่ระหว่างเราอีกครั้ง และความปรารถนาที่จะได้สัมผัสเธอยิ่งทวีขึ้นจนรุนแรงเสียยิ่งกว่าความกระหายของผมเสียอีกกระแสไฟฟ้าที่เต้นเป็นจังหวะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีชีพจรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ร่างกายของผมร้องเพลงไปตามจังหวะนั้น ผมแทบจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นมนุษย์เลยทีเดียว ตอนนี้ผมปรารถนาที่จะสัมผัสความร้อนขณะที่ริมฝีปากของเราทั้งคู่กำลังประกบกันยิ่งกว่าอะไรในโลกทั้งหมด ชั่ววินาทีหนึ่งผมดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเพื่อค้นหาความแข็งแกร่งและความสามารถในการควบคุม เพื่อที่ผมจะได้สามารถจ่อริมฝีปากเข้าไปใกล้ๆผิวพรรณของเธอเธอหายใจขาดเป็นห้วงๆ แต่เมื่อผมหายใจถี่กระชั้นขึ้น เธอก็ถึงกับหยุดหายใจไปเลยผมหลับตา พยายามทำลายความเชื่อมโยงระหว่างเราไม่มีการผิดพลาดอีกแล้วการมีตัวตนของเบลล่าผูกติดอยู่กับห่วงโซ่ทางเคมีซึ่งทั้งหมดอาจเสียระบบได้ทุกเมื่อ ทั้งการขยายตัวของปอดอย่างเป็นจังหวะ และการไหลเวียนของออกซิเจนต่างก็หมายถึงความเป็นความตายของเธอ และมีสาเหตุร้อยแปดที่จะทำให้หัวใจอันเปราะบางของเธอหยุดเต้น ทั้งอุบัติเหตุงี่เง่าสารพัด หรืออาจจะเป็นโรคร้าย หรืออาจเป็นเพราะผมไม่มีสมาชิกครอบครัวคนไหนของผมที่จะลังเลหากได้รับข้อเสนอให้กลับไป ข้อเสนอที่ให้เขาหรือเธอสามารถแลกชีวิตอมตะกับชีวิตที่อาจตายได้ของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็ตามยินดีที่จะลุยไฟเพื่อให้ได้มันมาเลยทีเดียว ถึงจะต้องเผาตัวเองไปนับสิบปีก็ตามถ้าหากว่ามันจำเป็นพวกเราส่วนมากให้ราคากับชีวิตอมตะเหนือสิ่งอื่นใด มีแม้กระทั่งมนุษย์บางคนที่ปรารถนามันเช่นกัน เขาจะเที่ยวเสาะหาไปทั่วตามสถานที่มืดๆเพื่อค้นหาคนที่จะสามารถให้ของขวัญดำมืดที่สุดนั้นแก่เขาได้แต่ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่ครอบครัวของผม เรายอมแลกกับอะไรก็ได้ทั้งนั้นเพื่อขอให้ได้เป็นมนุษย์แต่ไม่เคยมีใครในหมู่พวกเราที่โหยหาหนทางจะกลับไปมากเท่ากับผม ผมจ้องมองรอยแตกเล็กจิ๋วและรอยร้าวบนกระจกหน้ารถราวกับว่ามีคำตอบซ่อนอยู่ในนั้น กระแสไฟฟ้ายังไม่จางหายไป และผมต้องคอยตั้งสมาธิให้จดจ่ออยู่แต่ที่มือซึ่งกุมพวงมาลัยไว้มือขวาของผมเริ่มเจ็บจี๊ดๆอีกครั้ง สืบเนื่องมาจากที่ผมสัมผัสเธอเมื่อครั้งก่อน“เบลล่า ผมว่าคุณควรเข้าไปข้างในได้แล้ว”เธอเชื่อฟังทันทีโดยไม่เถียงสักคำ เธอลงจากรถแล้วปิดประตูตามหลัง เธอจะสัมผัสถึงแนวโน้มที่จะเกิดหายนะได้ชัดเจนเหมือนผมหรือเปล่านะเธอเจ็บปวดที่ต้องจากไปเหมือนกับที่ผมเจ็บปวดที่ต้องปล่อยเธอไปหรือไม่ เครื่องบรรเทาทุกข์อย่างเดียวที่ผมมีก็คือการจะได้เจอเธออีกครั้ง เร็วกว่าที่เธอจะได้เจอผม ผมยิ้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้นแล้วจึงไขกระจกลงแล้วเอนตัวไปเพื่อจะพูดกับเธออีกครั้ง ตอนนี้มันปลอดภัยแล้ว เมื่อความร้อนจากร่างกายเธอออกไปพ้นจากรถแล้วเธอหันหลังมาด้วยความสงสัยถึงวันนี้เธอจะถามผมไปหลายเรื่องแล้ว แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดี ความสงสัยของผมเองนั้นก็ยังไม่ได้รับคำตอบเลยสักอย่างเดียว การตอบคำถามวันนี้มีแต่การเปิดเผยความลับของผม แต่สิ่งที่ผมได้จากเธอมันช่างเล็กน้อยและมีแต่เรื่องที่ต้องคาดเดาเอาเอง ไม่ยุติธรรมเลย“อ้อ เบลล่า”“คะ”“พรุ่งนี้ถึงตาผมนะ”เธอย่นหน้าผาก “ถึงตาคุณเรื่องอะไร”“ถามคำถามไง” พรุ่งนี้ เมื่อเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ ล้อมรอบไปด้วยพยานมากมาย ผมจะขอคำตอบของผม ผมยิ้มกว้างให้กับความคิดนั้น แล้วจึงหันกลับมาเมื่อเห็นว่าเธอไม่มีทีท่าจะเดินไปสักที แม้กระทั่งเธออยู่นอกรถแล้ว เสียงสะท้อนของกระแสไฟฟ้ายังคงดังอยู่ในบรรยากาศ ผมอยากจะก้าวออกไป เดินไปส่งเธอที่หน้าประตูเพื่อเป็นข้ออ้างให้ได้ไปอยู่ข้างๆเธออีกครั้ง ไม่มีการผิดพลาดอีกแล้ว ผมเหยียบคันเร่งแล้วถอนใจเมื่อเห็นร่างเธอลับหายไปจากทางด้านหลัง มันเหมือนกับว่าชีวิตของผม บางทีก็วิ่งเข้าหาเบลล่า บางทีก็วิ่งหนีห่างจากเธอ มันไม่เคยได้อยู่นิ่งๆเลยสักที ผมคงต้องหาทางให้ตัวเองได้อยู่เฉยๆบ้าง หากว่าเราต้องการอยู่กันอย่างสุขสงบ
ปล. ขอโทษที่หายไปนานนนะคะ แปลให้จนจบแล้วค่ะ
บทนี้เป็นบทสุดท้ายแล้วนะคะ เพราะเจ๊เมเยอร์
เค้ายังน้อยใจอยู่ ไม่เขียนต่อสักที T^T"
edit @ 9 Jul 2009 19:02:18 by vampires-nice
edit @ 31 Jul 2009 23:23:20 by vampires-nice

แหะๆใครว่าคุณไนซ์หราคร๊า
ไม่เป็นไรค่ะ เค้าเป็นกำลังใจให้คุณไนซ์นะคะ
แต่ยังงัยก็ต้องขอบคุณ คุณไนซ์มากมายเลยค่ะ
#1 By jin (125.25.60.92) on 2009-06-30 18:31