Midnight Sun:Edward : ~ 11.: ร้อยพันคำถาม ~
posted on 28 Jun 2009 20:41 by vampires-twilightMidnight Sun:Edward
: ~ 11.: ร้อยพันคำถาม ~
๑๑. ร้อยพันคำถาม
ซีเอ็นเอ็นเสนอข่าวเป็นเจ้าแรกผมดีใจที่มีข่าวออกมาก่อนที่ผมจะออกไปโรงเรียน ผมอยากรู้ว่าพวกมนุษย์จะพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างไร และให้ความสนใจแค่ไหน โชคดีที่วันนี้มีข่าวใหญ่ๆหลายข่าว ทั้งแผ่นดินไหวในอเมริกาใต้ ทั้งเรียกค่าไถ่ทางการเมืองในตะวันออกกลาง เรื่องนี้จึงเป็นแค่ข่าวเล็กๆที่กินเวลาไม่กี่วินาทีและมีแค่ภาพหยาบๆประกอบ“อลองโซ คาลดีราส วอลเลซ ผู้ต้องสงสัยคดีข่มขืนและฆาตกรรมซึ่งรัฐเท็กซัสและโอกลาโฮมากำลังต้องการตัว ถูกจับกุมได้แล้วเมื่อคืนก่อนในพอร์ทแลนด์ รัฐโอเรกอน โดยมีพลเมืองดีนิรนามแจ้งข่าว วอลเลซถูกพบหมดสติอยู่บริเวณทางเท้าห่างจากสถานีตำรวจเพียงสองถึงสามหลาเมื่อเช้าตรู่วันนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าครั้งนี้เขาจะถูกส่งตัวไปสอบสวนที่ฮุสตันหรือโอกลาโฮมา ซิตี้”ภาพประกอบนั้นไม่ชัดเจน เป็นภาพใบหน้าของมันซึ่งถ่ายไว้ตอนที่มีหนวดดกหนา ถึงเบลล่าจะได้ดูข่าวนี้ เธอก็คงจำมันไม่ได้ ผมหวังว่าอย่างนั้น ผมไม่อยากให้เธอกลัวโดยไม่จำเป็น“ในเมืองเราจะไม่ค่อยมีข่าวอะไรหรอก นั่นมันไกลเกินกว่าคนแถวนี้จะสนใจ” อลิซบอกผม “ดีนะคาร์ไลส์พามันออกไปนอกรัฐเลย”ผมพยักหน้า เบลล่าไม่ค่อยได้ดูทีวีมากนัก และผมก็ไม่เคยเห็นพ่อของเธอดูอะไรนอกจากช่องกีฬาผมได้ทำในสิ่งที่ควรทำไปแล้ว เจ้าสัตว์ร้ายนั่นไม่มีวันได้ล่าเหยื่ออีกต่อไป และผมก็ไม่ต้องเป็นไอ้ฆาตกร ผมคิดถูกที่เชื่อใจคาร์ไลส์ เช่นเดียวกับที่ผมไม่อยากให้ไอ้สัตว์ร้ายนั่นหลุดออกมาง่ายๆ และหวังว่ามันจะถูกส่งตัวไป เท็กซัส ที่ซึ่งนิยมโทษประหารไม่! ผมไม่สนหรอก ผมจะปัดเรื่องนี้ออกไปให้พ้น และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุดผมออกจากห้องเบลล่ามาเกือบชั่วโมงแล้ว และตอนนี้ผมอยากจะกลับไปเจอเธอใจแทบขาด“อลิซ วันนี้เธอช่วย-“อลิซพูดแทรกขึ้นมา “โรซาลีจะขับรถไป เธอหัวเสียจัดเลย แต่ก็ยินดีที่จะได้โชว์รถตัวเอง” อลิซหัวเราะผมยิ้มกว้างให้เธอ “เจอกันที่โรงเรียน”อลิซถอนใจ และใบหน้ายิ้มแย้มของผมเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงฉันรู้ ฉันรู้ ไม่ใช่ตอนนี้ ฉันจะรอจนกว่าเธอจะพร้อมให้เบลล่ารู้จักฉัน แต่เธอควรจะรู้ไว้นะ ว่าไม่ใช่ว่าฉันเห็นแก่ตัว แต่เบลล่าก็จะชอบฉันด้วยเหมือนกันผมรีบออกประตูไปโดยไม่ได้คุยอะไรกับเธออีก นั่นเป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป เบลล่าต้องการจะรู้จักอลิซหรือเปล่า เธอจะอยากมีเพื่อนรักเป็นแวมไพร์เหรอผมรู้จักเบลล่าดี เธอคงไม่สนเรื่องนั้นเลยสักนิด ผมขมวดคิ้วกับตัวเอง สิ่งที่เบลล่าต้องการกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเบลล่าเป็นสองสิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงผมรู้สึกกังวลเมื่อมาจอดรถที่หน้าบ้านเบลล่า มีภาษิตของมนุษย์ที่บอกว่าสิ่งต่างๆจะแตกต่างไปในตอนเช้า และสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตอนที่เรานอนทับมัน เบลล่าจะเห็นผมแตกต่างไปไหมในแสงสลัวของวันที่หมอกจัดอย่างนี้ ผมดูเลวร้ายมากขึ้น หรือว่าน้อยลงกว่าตอนที่อยู่ในความมืดของค่ำคืน ความเป็นจริงได้ซึมเข้าไปในหัวระหว่างที่เธอหลับบ้างหรือเปล่า และในที่สุดแล้วเธอจะกลัวหรือไม่ เธอค่อนข้างจะฝันดีเมื่อคืนนี้ เธอยิ้มไปด้วยตอนที่เธอพูดชื่อผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพึมพำขอร้องให้ผมอยู่ด้วยมากกว่าหนึ่งครั้ง มันจะไม่หลงเหลือความหมายอะไรเลยหรือเมื่อถึงวันนี้ผมรออย่างกระวนกระวาย คอยฟังเสียงการเคลื่อนไหวของเธอภายในบ้าน ทั้งเสียงเธอลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว เสียงเธอฉีกแผ่นฟอล์ย เสียงของในตู้เย็นกระทบกันตอนประตูปิดปัง ดูเหมือนเธอกำลังรีบ เธอจะรีบออกไปโรงเรียนหรือ ความคิดนั้นทำให้ผมยิ้ม และมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งผมมองนาฬิกาแล้วคิดว่าถ้าเธอขับเจ้าแก่ของเธอไป ยังไงก็สายไปนิดหน่อยแน่นอนเธอรีบร้อนออกมาจากบ้าน กระเป๋าสะพายเลื่อนลงมาจากไหล่ ผมที่ขมวดเป็นมวยยุ่งเหยิงแยกออกตรงต้นคอ สเวตเตอร์ตัวหนาสีเขียวที่เธอใส่คงไม่พอจะกันไหล่บางๆของเธอจากหมอกเย็นๆได้จริงๆแล้วสเวตเตอร์ตัวยาวนั้นใหญ่เกินไปสำหรับเธอ มันบดบังรูปร่างสมส่วนของเธอ ทำให้สัดส่วนโค้งเว้าที่ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนของเธอกลายเป็นแท่งตรงๆ ผมดีใจที่เธอใส่ชุดนี้พอๆกับที่อยากให้เธอใส่ชุดที่สวยเหมือนเสื้อสีน้ำเงินที่เธอใส่เมื่อคืนนี้ เนื้อผ้านั้นแนบไปกับผิวเนียนของเธอดูมีเสน่ห์ คอเสื้อคว้านลึกเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าซึ่งโค้งอย่างอ่อนช้อยออกจากรอยบุ๋มด้านล่างคอของเธอ เนื้อผ้าพลิ้วไหวเหมือนกับสายน้ำไหลไปตามสัดส่วนอันบอบบางของเธอแต่ที่สำคัญ มันจะดีกว่าถ้าผมจะคิดถึงอย่างอื่นที่ไกล.........ไกลออกไปกว่าเรื่องสัดส่วนของเธอ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมดีใจที่เธอใส่สเวตเตอร์หลวมโคร่งตัวนี้ ผมทำผิดไม่ได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความผิดพลาดถ้าหากผมรู้สึกถึงความโหยหิวอันแปลกประหลาดและคิดถึงแต่ริมฝีปากของเธอ ผิวพรรณของเธอ และรูปร่างของเธอที่สั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดผม ความโหยหิวซึ่งผมไม่เคยรู้สึกมานับร้อยๆปี แต่ผมไม่อาจยอมให้ตัวเองนึกถึงการสัมผัสลูบไล้เธอได้ เพราะเธอเป็นไปไม่ได้สำหรับผมผมอาจทำร้ายเธอ… เบลล่าหันออกจากประตูอย่างรีบร้อนจนแทบจะวิ่งชนรถของผมโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นเธอหยุดกึก หัวเข่าล็อคเหมือนกับลูกม้าที่กำลังตกตะลึง กระเป๋าลื่นไหลลงมาอยู่ที่แขน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองมาที่รถผมลงจากรถ ไม่สนใจที่จะเดินด้วยความเร็วปกติมนุษย์ แล้วเปิดประตูให้เธอ ผมจะไม่จำเป็นต้องปิดบังเธออีกแล้ว อย่างน้อยก็เวลาที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ผมจะได้เป็นตัวของผมเองเธอเงยหน้ามองผม ตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเห็นผมปรากฏตัวขึ้นจากหมอกหนา แล้วแววตื่นตะลึงในตาเธอก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผมไม่ต้องกลัวหรือหวังอีกต่อไปแล้วว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อผมจะเปลี่ยนไปในระหว่างค่ำคืน ความอบอุ่น ประหลาดใจ หลงใหล ทั้งหมดมันหลอมรวมกันอยู่ในนัยน์ตาสีช็อคโกแลตของเธอ“วันนี้นั่งไปกับผมไหม” ผมถาม ไม่เหมือนกับอาหารมื้อเย็นเมื่อคืนนี้ คราวนี้ผมให้โอกาสเธอเลือก นับตั้งแต่นี้ไป เธอจะเป็นผู้เลือกเสมอ“ค่ะ ขอบคุณ” เธอพึมพำแล้วขึ้นนั่งบนรถอย่างไม่ลังเล นี่ผมจะหยุดตื่นเต้นได้ไหมเมื่อได้รู้ว่าผมคือคนที่เธอตอบตกลงผมรีบวิ่งปราดอ้อมรถ อยากจะเข้าไปนั่งกับเธอเร็วๆ เธอไม่มีทีท่าตกตะลึงเมื่อจู่ๆผมก็โผล่มาความสุขที่ผมได้รับเมื่อมีเธออยู่ข้างๆนี้ไม่มีอะไรเทียบได้ มันมากมายพอๆกับความรักและผูกพันที่ผมมีต่อครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความบันเทิงอื่นใดในโลก ผมไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มาก่อนเลย แจ็คเก็ตของผมแขวนไว้บนพนักพิงที่นั่งของเธอ ผมเห็นเธอมองมันอยู่“ผมเอาแจ็คเก็ตมาให้คุณ” ผมบอก นี่เป็นข้ออ้างของผมที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ วันนี้อากาศหนาวและเธอต้องการแจ็คเก็ต แน่นอน นี่เป็นมารยาทที่ยอมรับได้สำหรับสุภาพบุรุษ “ผมไม่อยากให้คุณไม่สบายหรือเป็นอะไรไป”“ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นสักหน่อย” เธอบอก เธอมองที่หน้าอกของผมมากกว่าจะมองที่หน้า เหมือนกับลังเลว่าจะสบตาผมดีหรือไม่ แต่เธอก็ยอมใส่แจ็คเก็ตก่อนที่ผมจะหันไปบังคับหรือว่าขอร้อง“งั้นเหรอ” ผมพึมพำกับตัวเองเธอมองออกไปที่ถนนขณะที่ผมเร่งความเร็วเพื่อไปโรงเรียน ผมทนเงียบอยู่ได้แค่สองสามวินาทีเท่านั้น ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเธอคิดอะไรเช้านี้ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นระหว่างเรานับตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นครั้งก่อน“ไง วันนี้ไม่เล่นยี่สิบคำถามแล้วเหรอ” ผมถาม พยายามให้ดูสบายๆอีกครั้งเธอยิ้มเหมือนดีใจที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมา “คำถามของฉันทำให้คุณรำคาญเหรอ”“ไม่เท่ากับปฏิกิริยาของคุณหรอก” ผมบอกเธอตรงๆ แล้วยิ้มตอบเธอเธอทำปากเบ้ “ฉันทำกิริยาไม่ดีเหรอ”“เปล่า นั่นแหละปัญหา คุณรับเรื่องทุกอย่างอย่างใจเย็น ซึ่งแสนจะผิดธรรมชาติ” เธอไม่เคยกรีดร้องออกมาเลย มันเป็นไปได้อย่างไรกัน “ทำให้ผมสงสัยว่าคุณกำลังคิดอะไรกันแน่” อันที่จริงไม่ว่าอะไรที่เธอทำหรือไม่ทำก็ทำให้ผมสงสัยทั้งนั้น“ฉันบอกคุณเสมอว่าฉันคิดอะไร”“แต่คุณตัดบางส่วนทิ้ง”เธอกัดริมฝีปากอีกครั้ง ดูเหมือนเธอไม่รู้ตัวเวลาทำอย่างนั้น มันเป็นการตอบสนองแบบไม่รู้ตัวต่อความเครียด “ก็ไม่เยอะนักหรอก”เธอพูดแค่นั้นก็ทำให้ผมอยากรู้ขึ้นมาอีกแล้ว อะไรที่เธอจงใจซ่อนไว้จากผม“ก็มากพอจะทำให้ผมเสียสติได้ล่ะ” ผมพูดเธออ้ำอึ้ง แล้วจึงพูดแผ่วเบา “คุณไม่อยากได้ยินหรอก”ผมต้องคิดอยู่ครู่หนึ่งทีเดียว ผมหวนกลับไปถึงการสนทนาทั้งหมดของเราเมื่อวานนี้ ทีละคำ ทีละคำ บางทีมันคงต้องใช้สมาธิมาก กว่าที่ผมจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เพราะผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่เธอไม่ต้องการบอกผม ผมนึกออกแล้ว! น้ำเสียงของเธอนั่นไง น้ำเสียงของเธอมันเหมือนกับเมื่อคืนนี้ จู่ๆมันก็แฝงความเศร้าเอาไว้อีกครั้ง ผมจำได้แล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมบอกเธอไม่ให้พูดสิ่งที่เธอคิดอยู่ อย่าพูดอย่างนั้น ผมตวาดเธอ ผมทำให้เธอร้องไห้นี่ใช่ไหมที่เธอซ่อนไว้จากผม ความรู้สึกลึกๆที่เธอมีต่อผม สิ่งที่ปีศาจในตัวผมไม่สนใจ เธอคิดว่ามันสายไปแล้วสำหรับเธอที่จะเปลี่ยนใจผมไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ เพราะทั้งความสุขและความเจ็บปวดของผมมันมากมายเกินกว่าคำพูดใดๆ ความขัดแย้งระหว่างความรู้สึกทั้งสองมันรุนแรงเกินกว่าที่ผมจะปะติดปะต่อเป็นคำพูดออกมาได้ เกิดความเงียบขึ้นในรถ มีเพียงเสียงจังหวะอันสม่ำเสมอของปอดและหัวใจของเธอ“แล้วพี่น้องคนอื่นๆของคุณล่ะ” จู่ๆเธอก็ถามขึ้นมา ผมสูดหายใจลึกๆ รับรู้กลิ่นในรถและสัมผัสความเจ็บปวดอันแท้จริงเป็นครั้งแรก ผมกำลังจะชินกับมัน ผมรับรู้อย่างพึงพอใจ และบังคับตัวเองให้ผ่อนคลายอีกครั้ง“พวกเขาไปรถโรซาลี” ผมจอดรถตรงที่ว่างข้างๆรถคันที่เรากำลังพูดถึง ผมแอบยิ้มเมื่อเห็นเธอทำตาโต “ขี้โอ่มั้ยล่ะ”“โอ้โฮ ว้าว ถ้าเธอมีคันนั้น แล้วทำไมเธอต้องนั่งรถมากับคุณด้วยล่ะ”โรซาลีคงดีใจถ้าได้เห็นปฏิกิริยาของเบลล่าแบบนี้ หากเธอไม่ได้อคติกับเบลล่าอย่างที่เป็นอยู่ แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว“ก็อย่างที่ผมบอกนั่นล่ะ มันดูขี้โอ่เกินไป เราควรจะทำตัวให้กลมกลืนกับชุมชนมากกว่า”“คุณทำไม่สำเร็จหรอก” เธอบอกผม แล้วหัวเราะอย่างร่าเริงไร้กังวลเสียงหัวเราะอย่างสดชื่นและปราศจาคความกังวลของเธอทำให้หน้าอกกลวงโบ๋ของผมอบอุ่นพอๆกับที่มันทำให้หัวของผมเต็มไปด้วยความสงสัย“แล้วทำไมโรซาลีถึงขับมันมาวันนี้ล่ะ ในเมื่อมันเด่นสะดุดตาขนาดนั้น” เธอสงสัย“คุณไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ผมแหกกฎทุกข้อแล้ว”คำตอบของผมคงฟังดูน่ากลัวหน่อยๆ ซึ่ง แน่นอน ทำให้เบลล่ายิ้มออกมาเธอไม่ยอมรอให้ผมเปิดประตูให้เช่นเดียวกับเมื่อคืน เมื่ออยู่ในโรงเรียนอย่างนี้ผมจำต้องทำตัวให้เป็นปกติ ผมจึงไม่สามารถเดินไปถึงเร็วพอที่จะขัดขวางเธอได้ แต่ถึงอย่างไรเธอก็กำลังจะชินกับการได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพแล้ว และเธอจะชินกับมันในเร็ววันนี้ผมพยายามเดินให้ชิดกับเธอที่สุดเท่าที่ผมกล้า คอยสังเกตไปด้วยว่าความใกล้ชิดนี้ทำให้เธอโกรธหรือไม่ มีอยู่สองครั้งที่มือเธอเคลื่อนมาทางผม แต่เธอก็ดึงมันกลับไป เหมือนกับว่าเธอก็ต้องการจะสัมผัสผมเหมือนกัน ลมหายใจผมถี่กระชั้นขึ้น“แล้วทำไมพวกคุณถึงมีรถอย่างนั้นกันล่ะ ในเมื่อพวกคุณต้องการความเป็นส่วนตัว” เธอถามขณะที่เราเดินไปด้วยกัน“มันเป็นการตามใจตัวเองน่ะ” ผมยอมรับ “พวกเราทุกคนชอบขับรถเร็ว”“ไม่น่าแปลกใจเลยแฮะ” เธอพึมพำเสียงแปร่งๆเธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองยิ้มกว้างแทนคำตอบของผมไม่ ไม่ ฉันไม่เชื่อหรอก เบลล่าจะถอดนี่ออกได้ยังไง ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย ทำไมนะความคิดสับสนของเจสสิก้าแทรกเข้ามาในความคิดของผม เธอกำลังรอเบลล่าโดยหลบฝนอยู่ใต้ชายคาโรงอาหาร พาดแจ็คเก็ตของเบลล่าไว้ที่แขนข้างหนึ่ง ดวงตาของเธอเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่ออีกครู่หนึ่งเบลล่าก็มองเห็นเธอ แก้มของเธอเรื่อขึ้นเป็นสีชมพูจางๆเมื่อเธอสังเกตเห็นสีหน้าของเจสสิก้า สิ่งที่ เจสสิก้าคิดมันฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอ“เฮ้ เจสสิก้า ขอบใจนะที่จำได้” เบลล่าทัก เธอยื่นแขนออกไปรับแจ็คเก็ตที่เจสสิก้าส่งให้โดยไม่พูดอะไรผมควรจะสุภาพกับเพื่อนของเบลล่าไม่ว่าเธอจะเป็นเพื่อนที่ดีหรือไม่ก็ตาม “อรุณสวัสดิ์ครับ เจสสิก้า”ว้าวตาของเจสสิก้าเบิกโพลงยิ่งขึ้นไปอีก ผมรู้สึกทั้งแปลกทั้งตลก และ ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเขิน ที่เห็นว่าการได้อยู่ใกล้ๆเบลล่าทำให้ผมดูอ่อนโยนขึ้นขนาดไหน มันเหมือนกับว่าไม่มีใครกลัวผมอีกต่อไปแล้ว ถ้าเอ็มเมทท์รู้เรื่องนี้ เขาต้องหัวเราะไปถึงศตวรรษหน้าแน่ๆ“เอ่อ...หวัดดีจ๊ะ” เจสสิก้าพึมพำ เธอหันไปมองเบลล่าด้วยนัยน์ตามีความหมาย “ฉันว่าเดี๋ยวเราเจอกันชั่วโมงตรีโกณละกันนะ” ยังไงเธอก็ต้องเล่าให้ฉันฟัง ฉันไม่ยอมให้เธอปฏิเสธแน่ เอาให้ละเอียดเลย ฉันต้องการรายละเอียด นั่นมันเอ็ดเวิร์ด คัลเลนเชียวนะ ชีวิตนี่ไม่ยุติธรรมเลยริมฝีปากเบลล่ากระตุก “จ๊ะ แล้วเจอกัน” ความคิดของเจสสิก้าไหลออกมาไม่หยุดขณะที่เธอรีบร้อนไปเข้าห้องเรียนวิชาแรก แต่ก็แอบมองเราอยู่นั่นแล้วเอาทั้งเรื่องเลย ไม่มีทางน้อยกว่านี้แน่ พวกเขานัดกันไว้แล้วรึเปล่านะเมื่อคืนนี้ พวกเขากำลังคบกันอยู่เหรอ นานเท่าไรแล้วเนี่ย แล้วเธอเก็บไว้เป็นความลับได้ยังไงนะ แล้วทำไมต้องเก็บด้วย เรื่องมันแปลกๆอยู่นะ เธอต้องคิดจริงจังกับเขาแน่ มีเรื่องอะไรอีกรึเปล่านะ ฉันต้องรู้ให้ได้ ฉันทนไม่ได้หรอกที่จะไม่รู้อะไรเลย สงสัยจริงว่าเธอมีอะไรกับเขารึยัง โอ๊ยยย...ฉันล่ะอยากจะเป็นลม จู่ๆความคิดของเจสสิก้าก็ขาดๆหายๆ แล้วเธอก็ปล่อยให้เรื่องเพ้อฝันอันไร้คำพูดลอยละล่องอยู่ในความคิดของเธอ ผมถึงกับสะดุ้งกับความคิดนั้น ไม่ใช่แค่เพราะว่าเธอเอาตัวเองไปแทนเบลล่าในจินตนาการของเธอเท่านั้นมันจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ผม...ผม...ต้องการ....ผมปฏิเสธที่จะยอมรับ แม้กระทั่งกับตัวผมเอง ผมต้องการเบลล่าในทางที่ผิดๆมาเท่าไรแล้วนี่ แล้วทางไหนบ้างที่ต้องจบลงด้วยการที่ผมฆ่าเธอผมส่ายหัวแล้วพยายามทำตัวให้สดชื่นขึ้น“คุณจะบอกอะไรเธอล่ะ” ผมถามเบลล่า“เฮ้” เธอกระซิบอย่างโกรธเคือง “ไหนคุณบอกว่าอ่านใจฉันไม่ได้ไง”“ก็ไม่ได้น่ะสิ” ผมมองเธออย่างแปลกใจ พยายามคิดว่าเธอหมายความว่าอย่างไร อ๋อ...เรากำลังคิดเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกันแน่ๆ อืมมม... ผมชอบนะ “แต่ว่า” ผมบอกเธอ “ผมอ่านใจเธอได้นะ เธอเตรียมจะไปดักรอคุณอยู่ในห้อง”เบลล่าคราง เธอปล่อยให้แจ็คเก็ตไหลลื่นลงมาตามไหล่ของเธอ ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอกำลังจะส่งมันคืนให้ผม ผมยังไม่ได้ทวงเธอเลย ผมอยากให้เธอเก็บเอาไว้เป็น...ของที่ระลึก ผมก็เลยไม่ทันได้ช่วยเธอถอดมันออก เธอส่งแจ็คเก็ตให้ผมแล้วสวมตัวที่เป็นของเธอเอง โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยว่าผมกำลังยื่นมือไปจะช่วยเธอ ผมขมวดคิ้ว แต่ก็รีบควบคุมสีหน้าตัวเองก่อนที่เธอจะสังเกตเห็น“ตกลงคุณจะบอกอะไรเธอล่ะ” ผมถามอีกครั้ง“ช่วยหน่อยซี่ เธออยากรู้อะไรล่ะ”ผมยิ้มแล้วส่ายหัว ผมอยากได้ยินว่าเธอคิดอะไรถ้าไม่รู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว “ไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม”เธอเขม้นมอง “ไม่จริง คุณไม่บอกเรื่องที่คุณรู้ นั่นแหละที่ไม่ยุติธรรม”ใช่แล้ว เธอไม่ชอบสองมาตรฐานเรามาถึงประตูห้องเรียนของเธอ ซึ่งเราจะต้องแยกจากกัน ผมชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณนายโคพจะเต็มใจช่วยเหลือกว่าเดิมไหมถ้าผมอยากจะเปลี่ยนตารางเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม.....ผมรีบดึงความคิดของตัวเองกลับมา ผมต้องให้ความยุติธรรมกับเธอ“เธออยากรู้ว่าเราแอบคบกันอยู่หรือเปล่า” ผมบอกช้าๆ “แล้วก็อยากรู้ว่าคุณคิดยังไงกับผม”เธอทำตาโต แต่ไม่ใช่ด้วยความตกตะลึง แต่เหมือนเธอคิดอะไรออก ดวงตาเธอเปิดกว้างสำหรับผม ให้ผมอ่านเข้าไปได้ เธอทำเป็นไม่รู้เรื่อง“จริงเหรอ” เธอพึมพำ “แล้วจะบอกกับเธอยังไงดีล่ะ”“อืม...” เธอมักจะพยายามให้ผมเผยความลับออกมามากกว่าเธอ ผมครุ่นคิดว่าควรจะตอบอย่างไรดีปอยผมชื้นๆกลุ่มหนึ่งปลิวข้ามไหล่เธอมาแล้วม้วนเป็นเกลียวอยู่ตรงไหปลาร้าซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อสเวตเตอร์ตลกๆของเธอ มันดึงดูดสายตาผม ทำให้ผมเผลอมองข้ามไปยังอีกเส้นสายหนึ่งซึ่งซุกซ่อนอยู่เช่นกัน ผมยื่นมือออกไป ระวังไม่ให้ถูกผิวเนื้อของเธอ เช้านี้อากาศเย็นพอแล้วโดยไม่ต้องเพิ่มสัมผัสของผมเข้าไปอีก ผมม้วนมันกลับเข้าไปในมวยผมยุ่งเหยิงของเธอ มันจะได้ไม่มาทำให้ผมเสียสมาธิอีก ผมนึกไปถึงตอนที่ไมค์ นิวตันจับผมของเธอ มันทำให้กรามของผมขบแน่น ตอนนั้นเธอขยับหนีเขา แต่ปฏิกิริยาของเธอตอนนี้เป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว ดวงตาเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ผิวระเรื่อเป็นสีแดง และใจเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาทันทีทันใดผมพยายามซ่อนยิ้มไว้ตอนที่ตอบคำถามของเธอ“ผมว่าคุณน่าจะตอบ “ใช่” สำหรับคำถามแรก...ถ้าคุณไม่รังเกียจ” ให้เธอเลือก ต้องให้เธอเลือก “มันง่ายกว่าเหตุผลอื่น”“ฉันไม่รังเกียจหรอก” เธอตอบเบาๆ หัวใจของเธอยังไม่สงบลงสักนิด“ส่วนคำถามอีกข้อ...” ตอนนี้ผมซ่อนยิ้มไว้ไม่อยู่แล้ว “ผมก็จะรอฟังคำตอบนั้นเองเหมือนกัน”ปล่อยให้เบลล่าได้คิดเรื่องนั้นเอง ผมรีบกลั้นหัวเราะไว้เมื่อเธอทำหน้าตกตะลึงผมรีบหันหลังก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไรอีก ผมไม่สบายใจที่จะไม่ตอบคำถามเธอไม่ว่าเธอจะถามอะไรก็ตาม แต่ผมอยากได้ยินความคิดของเธอ ไม่ใช่ของผม“แล้วเจอกันตอนเที่ยง” ผมหันกลับไปบอกเธอ จริงๆแล้วผมหาเรื่องหันกลับไปมองว่าเธอยังมองผมอยู่หรือเปล่ามากกว่า เธอกำลังมองผมตาโต ริมฝีปากอ้าค้าง ผมหันกลับมาอีกครั้งแล้วหัวเราะขณะที่ผมเดินจากมา ผมรับรู้เพียงเลือนลางเท่านั้นกับอาการตื่นตะลึงและงุนงงสงสัยที่ล่องลอยอยู่รอบๆตัว สายตาหลายคู่จ้องสลับไปมาระหว่างใบหน้าของเบลล่า กับร่างที่กำลังเดินจากมาของผม ผมไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก ผมไม่มีสมาธิ แค่ต้องเดินโดยใช้ความเร็วระดับมนุษย์ข้ามสนามหญ้าเปียกชุ่มไปเข้าห้องเรียนก็ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินแล้ว ผมอยากจะวิ่ง วิ่งจริงๆ วิ่งให้เร็วราวกับจะหายตัวไป ให้เร็วราวติดปีกบิน ส่วนหนึ่งในร่างกายผมโบยบินไปเรียบร้อยแล้วผมสวมเสื้อแจ็คเก็ตเมื่อมาถึงห้องเรียน ปล่อยให้กลิ่นหอมของเธอลอยล่องเป็นมวลหนาอยู่รอบตัวผมจนแทบจะมอดไหม้ ผมปล่อยให้กลิ่นของเธอช่วยทำให้ผมคุ้นชินกับความเจ็บปวดเสียที แล้วจากนั้นผมจะได้ปฏิเสธมันได้อย่างง่ายดายเมื่อต้องเจอเธออีกครั้งตอนอาหารกลางวันโชคดีที่อาจารย์ไม่สนใจจะเรียกให้ผมตอบอีกต่อไปแล้ว วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้จับผิดผม ว่าผมไม่ได้เตรียมตัวมา และไม่สามารถตอบคำถามได้ เช้านี้ใจของผมมันล่องลอยไปที่โน่นที่นี่ มีแต่ตัวผมเท่านั้นที่ยังอยู่ในห้องเรียน แน่นอน ผมจับตาดูเบลล่าอยู่ มันกลายเป็นธรรมชาติของผมไปแล้ว มันเป็นไปโดยอัตโนมัติเหมือนกับการหายใจ ผมได้ยินเธอคุยกับไมค์ นิวตัน ซึ่งหลงเหลือความมั่นใจอยู่น้อยมาก เธอรีบชวนเขาคุยเรื่องเจสสิก้า นั่นทำให้ผมถึงกับยิ้มกว้างออกมา จนบ็อบ ซอว์เยอร์ ซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของผมกระถดตัวหนีห่างอย่างไม่เกรงใจ แล้วเลื่อนตัวนั่งลึกเข้าไปในเก้าอี้ของเขาแหวะ ขยะแขยงว่ะยังไงผมก็ไม่ได้เหม่อลอยซะทีเดียวผมจับตาดูเจสสิก้าด้วยเหมือนกัน แต่ไม่บ่อยนัก เธอกำลังประดิษฐ์คำถามเพื่อจะไปถามเบลล่า ผมแทบจะรอให้ถึงคาบสี่ไม่ไหว ผมร้อนรนมากกว่าที่มนุษย์สาวช่างนินทาคนนี้กระหายใคร่รู้เป็นสิบเท่าผมคอยฟังแองเจล่า เวเบอร์ด้วยเหมือนกัน ผมยังไม่ลืมความรู้สึกขอบคุณที่ผมมีให้เธอ ขอบคุณที่เธอคิดแต่เรื่องดีๆกับเบลล่า และขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของเธอเมื่อคืน ดังนั้นตลอดเช้านี้ผมจึงพยายามมองหาว่าเธอจะต้องการอะไรบ้างหรือไม่ ผมคิดว่ามันน่าจะง่ายเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ เธออาจจะอยากได้พวกเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆ หรืออาจจะมีของเล่นอะไรสักอย่างที่เธอต้องการเป็นพิเศษ หรืออาจจะหลายอย่างก็ได้ ผมจะส่งอะไรสักอย่างให้เธอโดยไม่ลงชื่อ แล้วเราจะได้หายกันแต่ความคิดของแองเจล่านั้นก็เข้าใจยากพอๆกับเบลล่า เธอเป็นวัยรุ่นที่รู้จักพอเพียงจนน่าแปลกใจ และเธอก็มีความสุข บางทีนั่นคงเป็นสาเหตุที่เธอใจดียิ่งกว่าคนอื่นๆ เธอเป็นคนในแบบที่หายาก คือพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และมีในสิ่งที่ตัวเองพอใจ ถ้าเธอไม่ได้สนใจอยู่กับเรื่องที่อาจารย์กำลังสอนหรือว่าสมุดจดงานของเธอแล้วล่ะก็ เธอก็จะคิดถึงน้องชายฝาแฝดเล็กๆ ซึ่งเธอกำลังจะพาไปเล่นที่ชายหาดสุดสัปดาห์นี้และหวังว่าจะได้เห็นความตื่นเต้นของพวกเขา เธอมีความสุขเหมือนกับคนเป็นแม่เลยทีเดียว เธอช่วยแม่เลี้ยงน้องเป็นประจำและเธอไม่เคยบ่นเลยสักคำ เธอช่างเป็นคนน่ารักจริงๆแต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไรผมเลยเธอน่าจะต้องการอะไรบ้างสักอย่าง เพียงแต่ผมต้องคอยจับตาดูเธอไว้เท่านั้นเอง แต่นี่กำลังใกล้จะถึงชั่วโมงตรีโกณฯของเบลล่ากับเจสสิก้าแล้วผมไม่ได้มองดูทางเลยตลอดเวลาที่ผมเดินเปลี่ยนห้องไปเรียนภาษาอังกฤษ เจสสิก้านั่งที่แล้ว เธอเคาะเท้าทั้งสองกับพื้นอย่างกระวนกระวายขณะที่รอให้เบลล่ามาถึง ต่างกันลิบลับกับผมซึ่งเมื่อมาถึงห้องเรียนและเข้าที่เรียบร้อย ผมก็นั่งนิ่งไม่ไหวติง ผมต้องคอยเตือนตัวเองให้ทำท่ากระสับกระส่ายไว้ เพื่อจะได้ดูเหมือนกำลังจดจ่อกับเกมทายคำปริศนาอยู่จริงๆ แต่มันก็ยากมาก เพราะผมต้องคอยตั้งสมาธิให้อยู่กับเจสสิก้าไว้ตลอด ผมหวังว่าเธอจะพยายามอ่านสีหน้าของเบลล่าให้ผมอาการเคาะเท้าของเจสสิก้ายิ่งเป็นหนักขึ้นเมื่อเบลล่าก้าวเข้ามาในห้องเธอดู...เศร้าๆนะ เป็นอะไรเหรอ หรือว่ามีเรื่องอะไรกับเอ็ดเวิร์ด คัลเลน งั้นก็น่าผิดหวังนะ แต่ว่า...งั้นเขาก็ว่างแล้วสิ ถ้าจู่ๆเขาเกิดอยากจะเดทขึ้นมาล่ะก็ ฉันก็ไม่รังเกียจหรอกนะสีหน้าของเบลล่าไม่ได้เศร้าเสียหน่อย เธอกำลังลังเลต่างหาก เธอกังวลเพราะเธอรู้ว่าผมจะได้ยินที่เธอพูดทั้งหมด ผมยิ้มกับตัวเอง“บอกมาให้หมดเลยนะ” เจสสิก้ารีบถาม ขณะที่เบลล่าเพิ่งจะได้ถอดแจ็คเก็ตออกเพื่อแขวนไว้ที่เก้าอี้ของเธอ เธอทำอย่างช้าๆท่าทางครุ่นคิด และไม่เต็มใจอู๊ยยย....ช้าอยู่นั่นแหล่ะ เล่าๆมาซะทีซี้....“เธออยากรู้อะไรล่ะ” เบลล่าแกล้งถ่วงเวลาขณะที่เธอนั่งลงบนเก้าอี้“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น” “เขาพาฉันไปกินอาหารเย็น แล้วก็ขับรถมาส่งฉันที่บ้าน”แล้วไงต่อล่ะ เล่ามาซี้.. มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแหงๆ เธอโกหกแน่ๆ ฉันรู้ ฉันต้องล้วงมันออกมาให้ได้“แล้วทำไมเธอถึงบ้านเร็วจัง”ผมเห็นเบลล่ากลอกตาให้กับเจสสิก้าจอมสอดรู้“ก็เขาขับรถเร็วอย่างกับคนบ้า น่ากลัวจะตาย” เธอยิ้มน้อยๆ แต่ผมกลับหัวเราะฮาใหญ่แทรกคำพูดของอาจารย์เมสันขึ้นมา ผมแกล้งทำเป็นไอกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่มีใครโง่พอที่จะเชื่อ อาจารย์เมสันจ้องผมด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ผมไม่สนใจแม้กระทั่งจะลองอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสายตานั้น ผมกำลังฟังเจสสิก้าอยู่เฮอะ เธอทำยังกับว่าพูดความจริงอยู่งั้นแหละ นี่เธอต้องให้ฉันช่วยดึงมันออกมาทีละคำเลยรึไงนะ ถ้าเป็นฉันล่ะก็ ฉันจะคุยโม้ไปให้ทั่วเลยล่ะ“แล้วมันเหมือนเดทรึเปล่า เธอบอกให้เขาไปเจอเธอที่นั่นเหรอ”เจสสิก้ามองสีหน้าประหลาดใจของเบลล่า แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่ามันดูจริงใจอย่างยิ่ง“เปล่า ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันที่เจอเขาที่นั่น”อะไรกันแน่เนี่ย “แต่วันนี้เขาไปรับเธอมาโรงเรียนนี่” มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ “ใช่ ฉันก็แปลกใจเหมือนกัน คือเขาสังเกตเห็นฉันไม่มีแจ็คเก็ตเมื่อคืนนี้น่ะ”ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่เลย เจสสิก้าคิด เธอผิดหวังอีกครั้งผมเบื่อคำถามพวกนี้ของเจสสิก้าแล้ว ผมอยากรู้อะไรที่ผมไม่รู้บ้าง ผมหวังว่าเธอคงไม่ได้ผิดหวังขนาดจะข้ามคำถามที่ผมรออยู่ไปเสียเลย“แล้วพวกเธอจะออกไปด้วยกันอีกหรือเปล่า” เจสสิก้าถาม“เขาเสนอจะขับพาฉันไปซีแอตเติลวันเสาร์ เพราะเขาคิดว่ารถฉันไม่มีวันไปถึงแน่ นี่นับด้วยหรือเปล่า”อืมมม...เขาต้องลำบากแน่ถ้าเขาอยากจะ...เอ่อ...จะดูแลเบลล่า งั้นก็ต้องเป็นเขาที่เป็นอะไรสักอย่าง ในเมื่อไม่ใช่เบลล่า มันเป็นไปได้ยังไง เบลล่าน่ะติ๊งต๊องจะตาย“นับสิ” เจสสิก้าตอบคำถามของเบลล่า“เอ่อ....งั้นก็...” เบลล่าสรุป “ใช่”“ว้าว...นั่นเอ็ดเวิร์ด คัลเลนเชียวนะ” เธอชอบเขาหรือเปล่า นั่นต่างหากที่สำคัญ“ฉันรู้” เบลล่าถอนใจน้ำเสียงของเธอทำให้เจสสิก้ากระตือรือร้นขึ้น ในที่สุด...เหมือนเธอจะรู้สักที เธอต้องรู้แน่ๆ“เดี๊ยว....เดี๋ยวก่อน” เจสสิก้าพูด จู่ๆก็นึกถึงคำถามสำคัญของเธอขึ้นมาได้ “เขาจูบเธอหรือยัง” ช่วยตอบว่าใช่หน่อยเถอะนะ ฉันจะได้ให้เธอบรรยายมาทุกวินาทีเลย“ยังหรอก” เบลล่าพึมพำตอบแล้วก้มมองมือตัวเอง สีหน้าเศร้าสร้อย “ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย”บ้าเอ๊ย ฉันหวังว่า...อะฮ้า เหมือนเธอจะอยากให้มีอะไรนะผมขมวดคิ้ว เบลล่าเหมือนกับจะอารมณ์เสียกับอะไรสักอย่าง แต่เธอไม่ควรจะผิดหวังเหมือนอย่างที่เจสสิก้าเดาไว้ เธอไม่ควรจะหวังด้วยซ้ำในเมื่อเธอก็รู้ความจริงอยู่แล้ว เธอไม่ควรจะอยากมาอยู่ใกล้ๆฟันของผม ในเมื่อเธอก็รู้ว่าผมมีเขี้ยวผมตัวสั่น“แล้วเธอคิดไหมว่าวันเสาร์...” เจสสิก้าถามต่อไปเบลล่าหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อเธอตอบว่า “คิดว่ายาก”นั่นไง เธออยากจริงๆ เธออยากจะจูบเขาชั่วครึ่งวินาที ผมเผลอคิดไปถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คิดว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าได้จูบเธอ ริมฝีปากเย็นเฉียบของผม กับริมฝีปากอบอุ่นและนุ่มเหมือนไหมของเธอแล้วเธอก็จะตายผมสลัดหัว สะบัดตัว แล้วตั้งใจฟังเธอต่อไป“พวกเธอคุยอะไรกันบ้างล่ะ” เธอคุยกับเขา หรือว่าต้องให้เขาดูดเอาคำตอบออกมาจากเธอเหมือนที่ฉันทำอยู่นี่ล่ะผมยิ้มเศร้าๆ เจสสิก้าคิดเกือบจะถูกเลยล่ะ“ไม่รู้สิเจสส์ เราคุยกันหลายเรื่องน่ะ แล้วก็มีเรื่องเรียงความภาษาอังกฤษนิดหน่อย”นิดหน่อยมาก ผมยิ้มกว้างขึ้นอีกโธ่...ไม่เอาน่า “เบลล่า ขอร้องล่ะ เล่าให้ละเอียดหน่อยซี่”เบลล่าล่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง“เอ้า ก็ได้ มีอยู่เรื่องนึง เธอต้องเห็นยัยเด็กเสิร์ฟพยายามให้ท่าเขา ยิ่งกว่าประเจิดประเจ้อเสียอีก แต่เขาไม่สนหล่อนเลย”ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าเล่าเลย ผมประหลาดใจด้วยซ้ำที่เบลล่าสังเกตเห็นด้วย มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสักนิดน่าสนใจดี “ก็เป็นสัญญาณที่ดีนะ ว่าแต่หล่อนสวยไหมล่ะ” อืมมม... เจสสิก้าสนใจเรื่องนี้มากกว่าที่ผมคิด น่าจะเป็นเรื่องสำคัญของพวกผู้หญิง“สุดๆ” เบลล่าบอกเธอ “น่าจะอายุสิบเก้าหรือยี่สิบแล้วด้วย”เจสสิก้าหันไปคิดถึงเรื่องเดทของเธอกับไมค์เมื่อคืนวันอังคารอยู่ชั่วครู่ คืนนั้นไมค์ออกจะมีไมตรีจิตกับพนักงานเสิร์ฟสาวที่เจสสิก้าคิดว่าไม่สวยเลยมากไปหน่อย เธอสลัดความทรงจำนั้นออกไป ระงับความหงุดหงิดเอาไว้ แล้วหันกลับมาสู่คำถามของเธอต่อไป“นั่นยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เขาต้องชอบเธอแน่”“คงงั้นม๊ง” เบลล่าพูดช้าๆ ส่วนผมนั่งตัวเกร็ง และแทบจะยึดตัวเองไว้กับเก้าอี้ไม่อยู่ “แต่ก็พูดยากนะ เขาเป็นคนเดายากเสมอ”ผมต้องไม่ใช่คนดูง่ายและควบคุมตัวเองไม่อยู่อย่างที่ผมคิดไว้แน่ เธอยังคงช่างสังเกตอยู่เสมอ แต่ทำไมเธอถึงดูไม่ออกเลยล่ะว่าผมรักเธอเข้าแล้ว ผมย้อนคิดถึงบทสนทนาของเรา และแทบจะประหลาดใจว่าผมไม่ได้พูดมันออกไปดังๆเลย มันเหมือนกับว่าคำพูดเหล่านั้นมันซ่อนอยู่ระหว่างทุกๆคำที่เราคุยกันว้าว นี่เธอนั่งอยู่ตรงข้ามหนุ่มหล่อเหมือนนายแบบแล้วคุยกับเขาได้ยังไงกันนะ “ฉันไม่รู้ว่าเธอกล้าพอจะอยู่ตามลำพังกับเขาได้ยังไง” เจสสิก้าพูดเบลล่าสีหน้าตื่นตะลึงขึ้นมาทันที “ทำไมล่ะ”ประหลาดจริง เธอไม่รู้เหรอเนี่ยว่าฉันหมายความว่ายังไง “ก็เขาดู...” จะพูดว่าไงดีนะ “น่ากลัวน่ะ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันคงพูดอะไรไม่ออกแน่” ขนาดวันนี้ฉันยังแทบพูดไม่เป็นภาษาคนเลย แค่เขาพูดว่าอรุณสวัสดิ์เท่านั้นเอง ฉันต้องดูเหมือนยัยปัญญาอ่อนแน่ๆเบลล่ายิ้ม “ฉันก็คิดอะไรไม่ออกตอนอยู่กับเขาเหมือนกัน”เธอคงพูดให้เจสสิก้าสบายใจเท่านั้น เธอใจเย็นผิดปกติเลยด้วยซ้ำตอนที่เราอยู่ด้วยกัน“เอ้า...ก็แหงล่ะ” เจสสิก้าถอนใจ “ก็เขาหล่อเหลือเชื่อออกปานนั้น”จู่ๆเบลล่าก็ทำหน้าเฉยเมย แววตาเธอเป็นประกายเหมือนเวลาที่เธอคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เจสสิก้าไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอเลย“เขามีอะไรมากกว่านั้นนะ” เบลล่าตะคอกวู้...คราวนี้ต้องมีอะไรแน่ล่ะ “จริงเหรอ อย่างเช่นอะไรล่ะ”เบลล่ากัดริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันก็อธิบายไม่ถูก” ในที่สุดเธอก็พูดออกมา “แต่เขามีอะไรมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกนะ” เธอหันหน้าออกจากเจสสิก้า แววตาล่องลอยเหมือนกำลังมองบางอย่างที่อยู่ไกลแสนไกลความรู้สึกของผมตอนนี้มันแทบจะเหมือนกับตอนที่เอสเม่กับคาร์ไลส์ชื่นชมผมเกินกว่าที่ผมควรได้รับ เหมือนกันมาก เว้นแต่ว่า... นี่มันล้ำลึกกว่านั้นอย่าทำโง่ไปหน่อยเลยน่า จะมีอะไรที่ดียิ่งกว่าหน้าหล่อๆของเขาอีกล่ะ นอกจากรูปร่างของเขา อู๊ยยย...ฉันอยากจะเป็นลม “เป็นไปได้เหรอ” เจสสิก้าหัวเราะคิกคักเบลล่าไม่ได้หันมา เธอยังคงจ้องมองไปไกลแสนไกล และไม่สนใจเจสสิก้าคนธรรมดาที่ไหนก็ต้องชอบเขาทั้งนั้นแหละ บางทีฉันน่าจะถามอะไรง่ายๆไปเรื่อยๆ ฮ่า ฮ่า เหมือนเป็นครูอนุบาลไงล่ะ “ตกลงเธอชอบเขาแล้วใช่ไหม”ผมนั่งตัวแข็งอีกครั้งเบลล่าไม่ได้มองหน้าเจสสิก้า “ใช่”“ฉันหมายความว่าเธอชอบเขาจริงๆใช่ไหม”“ใช่”ดูเธอหน้าแดงสิผมก็หน้าแดง“แล้วเธอชอบเขามากแค่ไหน” เจสสิก้าถามต่อให้ห้องเรียนภาษาอังกฤษไฟไหม้ ผมก็คงไม่ทันได้สังเกตเลย ตอนนี้หน้าของเบลล่าเป็นสีเรื่อไปหมดแล้ว ผมแทบจะรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากภาพในจิตใจของผม“มากเกินไป” เธอกระซิบ “มากกว่าที่เขาชอบฉันก็แล้วกัน แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี”ตายล่ะ อาจารย์วาร์เนอร์ถามอะไรเนี่ย “เอ่อ...อะไรนะคะ อาจารย์วาร์เนอร์”ดีที่เจสสิก้าถามอะไรเบลล่าไม่ได้อีก ผมต้องใช้เวลาทำใจสักพักนี่เด็กสาวคิดอะไรของเธออยู่นะ มากกว่าที่เขาชอบฉันก็แล้วกัน เธอคิดอย่างนั้นได้อย่างไรกัน แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เธอหมายความว่าอะไร ผมไม่สามารถจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายคำพูดของเธอได้เลย มันดูงี่เง่าสิ้นดีดูเหมือนว่าผมคงจะทึกทักไปเองไม่ได้แล้ว สิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุดมันคงจะม้วนแล้วกลิ้งถอยหลังอยู่ในสมองแปลกประหลาดของเธอแน่ผมมองนาฬิกาแล้วกัดฟันแน่น ทำไมเวลาแค่ไม่กี่นาทีมันถึงได้นานเกินทนสำหรับอมนุษย์อย่างผมขนาดนี้นะ สติสตังของผมมันไปอยู่เสียที่ไหนหมดกรามของผมเกร็งแน่นตลอดชั่วโมงตรีโกณมิติของอาจารย์วาร์เนอร์ ผมได้ยินเรื่องตรีโกณฯมากกว่าเรื่องที่สอนอยู่ในห้องเรียนของผมเองเสียอีก เบลล่ากับเจสสิก้าไม่ได้พูดอะไรกันอีกแต่เจสสิก้าแอบมองเบลล่าอยู่หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หน้าของเธอเรื่อเป็นสีแดงจัดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดเวลาพักเที่ยงช่างมาถึงช้าเหลือเกินผมไม่แน่ใจว่าเจสสิก้าได้คำตอบที่ผมรออยู่หรือยังตอนหมดชั่วโมง แต่เบลล่าไวกว่าเธอทันทีที่เสียงระฆังดังขึ้น เบลล่าก็หันไปหาเจสสิก้า“ตอนชั่วโมงภาษาอังกฤษ ไมค์ถามฉันว่าเธอว่ายังไงเรื่องคืนวันจันทร์” เบลล่าบอก ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ผมเข้าใจดีว่านี่หมายความว่าอะไร เกมรุกคือเกมรับที่ดีทีสุดไมค์ถามถึงฉันเหรอ ความสุขทำให้จิตใจของเจสสิก้าคลายลง อ่อนโยน และไม่ได้แฝงไปด้วยการเหยียดหยามเหมือนอย่างเคย “พูดเป็นเล่น แล้วเธอบอกเขาไปว่าไงบ้าง”“ฉันก็บอกเขาไปว่า เธอบอกว่าสนุกมาก แล้วเขาก็ดูดีใจมาก”“บอกฉันว่าเขาพูดอะไรแบบเป๊ะๆ แล้วเธอบอกเขาว่ายังไงแบบคำต่อคำเลย”แน่นอนว่านั่นคือทั้งหมดที่ผมจะได้จากเจสสิก้าวันนี้ เบลล่ายิ้มเหมือนกับเธอคิดเช่นเดียวกันกับผม ยิ้มเหมือนกับเป็นผู้ชนะในยกนี้เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็ยังมีช่วงพักเที่ยง ผมจะต้องประสบความสำเร็จมากกว่าเจสสิก้าแน่ในการดึงคำตอบมาจากเธอ ผมจะแสดงให้ดูผมเกือบจะอดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปคอยดูเจสสิก้าอยู่เรื่อยๆตลอดคาบที่สี่ แต่ผมทนความหลงใหลได้ปลื้มที่เธอมีต่อไมค์ นิวตันไม่ได้ ผมทนมามากพอแล้วตลอดสองอาทิตย์มานี้ เขาโชคดีมากแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่ผมเดินไปโรงยิมกับอลิซอย่างเฉื่อยชาเหมือนที่เคยเป็นทุกครั้งเวลาที่ต้องเรียนพละกับพวกมนุษย์ เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมของผมโดยธรรมชาติ วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเรียนแบดมินตัน ผมถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายขณะที่ขยับแร็กเก็ตอย่างเชื่องช้าเพื่อตีลูกขนไก่ให้ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง ลอเรน มัลลอยอยู่ทีมตรงข้าม เธอรับลูกไม่ได้อลิซควงแร็กเก็ตของเธอเหมือนเป็นไม้คทาของดรัมเมเยอร์ ตามองขึ้นไปบนเพดานพวกเราทั้งหมดไม่ชอบวิชาพละ โดยเฉพาะเอ็มเมทท์ เกมที่ต้องมีการขว้างปาเป็นการดูถูกเหยียดหยามตามปรัชญาส่วนตัวของเขา วันนี้วิชาพละดูจะยิ่งเลวร้ายกว่าทุกๆครั้ง ผมชักจะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกับที่เอ็มเมทท์มักจะเป็นเสียแล้วก่อนที่หัวของผมจะระเบิดออกมาด้วยความเหลือจะทน อาจารย์แคลปป์ก็เรียกรวมเสียก่อน แล้วปล่อยพวกเราเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ ผมขอบคุณอย่างขำๆกับการที่เขาไม่กินอาหารเช้า เขากำลังพยายามจะลดน้ำหนัก และมันลงท้ายด้วยความหิวที่ทำให้เขาต้องรีบร้อนออกจากโรงเรียนไปหาอะไรมันเยิ้มเป็นอาหารกลางวันที่ไหนสักแห่ง เขาสัญญากับตัวเองว่าจะเริ่มใหม่พรุ่งนี้ นั่นทำให้ผมมีเวลาเดินไปตึกคณิตศาสตร์ก่อนที่เบลล่าจะเลิกเรียนขอให้สนุกนะ อลิซคิดขณะที่เดินแยกไปหาแจสเปอร์ แค่ทนรออีกไม่กี่วันเท่านั้น ยังไงเธอก็คงไม่ช่วยทักทายเบลล่าให้ฉันอยู่แล้วใช่มั้ยผมส่ายหน้าอย่างฉุนเฉียว พวกที่มีญาณทิพย์นี่อารมณ์ดีกันอย่างนี้ทุกคนรึเปล่านะขอแจ้งให้ทราบว่า สุดสัปดาห์นี้อากาศจะสดใสทั่วไปหมด เธอต้องปรับแผนใหม่ซะแล้วล่ะผมถอนใจขณะที่เดินจากมาอีกทางหนึ่ง อารมณ์ดีแถมยังมีประโยชน์อีกด้วยผมยืนพิงกำแพงรออยู่ข้างๆประตู ผมอยู่ใกล้พอจะได้ยินเสียงพูดของเจสสิก้าลอดกำแพงออกมาดังพอๆกับเสียงความคิดของเธอ“วันนี้เธอคงไม่นั่งกับพวกเราใช่มั้ย” เธอดู...หน้าตาสดชื่นขึ้นนี่ พนันได้เลย มีเรื่องอีกเป็นตันแน่ที่เธอไม่ได้บอกฉัน“ฉันคิดว่าไม่นะ” เบลล่าตอบ ท่าทางไม่มั่นใจอย่างประหลาดผมสัญญากับเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะกินข้าวกลางวันกับเธอ เธอคิดอะไรของเธออยู่นะเธอเดินออกมาจากห้องเรียนพร้อมๆกัน และเด็กสาวทั้งคู่ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นผม แต่ผมได้ยินแต่เสียง เจสสิก้าคนเดียวเลิศ ว้าว แน่เลย มีเรื่องอะไรๆมากกว่าที่เธอบอกฉันแน่ บางทีฉันน่าจะโทรหาเธอคืนนี้ หรือบางทีฉันคงไม่ควรไปเสริมกำลังใจให้เธอ เฮอะ หวังว่าเขาคงจะเลิกกับเธอเร็วๆนะ ไมค์ก็น่ารักดี แต่ว่า...ว้าว“แล้วเจอกันนะเบลล่า”เบลล่าเดินมาหาผม เธอหยุดยืนห่างไปก้าวหนึ่ง ท่าทางยังคงไม่มั่นใจ ผิวตรงโหนกแก้มของเธอเป็นสีชมพูระเรื่อตอนนี้ผมรู้จักเธอดีพอที่จะรู้ว่า ไม่ได้มีความกลัวซ่อนอยู่เบื้องหลังความลังเลนั้น เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพราะอ่าวกว้างใหญ่ที่เธอจินตนาการขึ้นมาขวางกั้นระหว่างใจของเราสองคน มากกว่าที่เขาชอบฉันก็แล้วกัน บ้าสิ้นดี“หวัดดี” ผมทักห้วนๆหน้าตาเธอสดใสขึ้น “หวัดดี”ท่าทางเธอเหมือนไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ผมจึงพาเธอไปโรงอาหาร เธอเดินเงียบๆมาเคียงข้างผมแจ็คเก็ตช่วยได้จริงๆ กลิ่นของเธอไม่เหมือนมีอะไรมาระดมตีอีกแล้ว มันเหมือนเป็นแค่แผลเก่าที่เจ็บขึ้นมาเท่านั้น ผมแทบจะปฏิเสธมันได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าที่ครั้งหนึ่งผมเคยคิดไว้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้เบลล่ายืนอย่างกระวนกระวายขณะที่เรายืนต่อแถว เธอเล่นซิปแจ็คเก็ตแล้วยืนสลับเท้าไปมาอย่างกระสับกระส่าย เธอเหลือบมามองผมบ่อยๆ แต่เมื่อเราสบตากันเธอกลับหลบตาผมเหมือนกับว่ากำลังเขินอาย นี่เป็นเพราะว่ามีคนมากมายกำลังมองเราอยู่หรือเปล่า บางทีเธออาจได้ยินเสียงกระซิบดังๆพวกนั้นก็ได้ วันนี้คำนินทาออกมาทางปากมากพอๆกับออกมาทางความคิดเลยทีเดียว หรือบางทีเธออาจรู้จากสีหน้าผมก็ได้ว่าเธอกำลังมีปัญหาเธอไม่ได้พูดอะไรเลย จนกระทั่งผมเลือกอาหารกลางวันให้เธอ ผมไม่รู้ว่าเธอชอบอะไร ผมยังไม่รู้ ดังนั้นผมจึงหยิบทุกอย่างไปอย่างละชิ้น“คุณทำอะไรน่ะ” เธอขู่ฟ่อด้วยเสียงต่ำๆ “นี่คงไม่คิดจะให้ฉันกินหมดนั่นนะ”ผมส่ายหัว แล้วเลื่อนถาดไปคิดเงิน “ของผมครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว” เธอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรขณะที่ผมจ่ายเงินค่าอาหารแล้วเดินพาเธอไปที่โต๊ะที่เรานั่งด้วยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนประสบการณ์หายนะเรื่องการตรวจเลือด มันเหมือนผ่านมานานนักหนาแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดเธอนั่งลงตรงข้ามผมอีกครั้ง ผมเลื่อนถาดไปให้เธอ“เลือกที่คุณชอบได้เลย” ผมบอกเธอเธอหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาแล้วหมุนมันเล่นด้วยสีหน้าสงสัย“ฉันอยากรู้”คาดไม่ถึงเลยนะเนี่ย“ว่าคุณจะทำยังไงเวลามีคนท้าให้คุณกินอาหาร” เธอพูดต่อเสียงเบาเสียจนมนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยิน แต่หูของอมนุษย์นั้นต่างออกไป ถ้าเขาตั้งใจพอ ผมอาจจะเคยพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับมันเมื่อเร็วๆนี้“อยากรู้อยากเห็นอยู่เรื่อยเลยนะ” ผมบ่น อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยกินอะไรเสียทีเดียวหรอกนะ มันเป็นส่วนหนึ่งของเกมทายคำน่ะ เป็นส่วนที่ไม่น่าสนุกที่สุดผมหยิบชิ้นที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วมองตาเธอไว้ขณะที่กัดมันออกมาคำเล็กๆ ถ้าผมไม่มอง ก็ไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร มันนิ่มๆ หนาๆ และน่าขยะแขยงเหมือนอาหารมนุษย์ทั่วไป ผมเคี้ยวอย่างรวดเร็วแล้วกลืนลงไป พยายามซ่อนสีหน้าบูดบึ้งเอาไว้ ก้อนอาหารไหลลงคอไปอย่างเชื่องช้าและยากเย็น ผมถอนใจขณะที่คิดว่าแล้วจะเอามันออกมาได้อย่างไร น่าขยะแขยงจริงๆเบลล่าท่าทางตื่นตะลึง และประทับใจผมอยากจะกลอกตา แน่นอนเราชำนาญอยู่แล้ว กับการหลอกลวงแบบนี้“ถ้ามีใครท้าให้คุณกินโคลน คุณก็กินได้อยู่แล้ว จริงไหม”เธอย่นจมูกแล้วยิ้ม “ฉันเคยทำครั้งหนึ่ง ตอนมีคนท้า มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก”ผมหัวเราะ “ผมไม่แปลกใจหรอก”พวกเขาดูน่ารักกันจัง ภาษากายของพวกเขาบอกอย่างนั้น เอาไว้ฉันค่อยบอกเธอเรื่องของฉันบ้างก็แล้วกัน เขาเอนตัวไปหาเธออย่างที่เขาควรทำด้วยล่ะ ท่าทางเขาสนใจเธอ เขาดู...สมบูรณ์แบบจริงๆ เจสสิก้าถอนใจผมสบตาช่างสงสัยของเจสสิก้า เธอรีบหลบตาไปอย่างอึดอัด แล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสาวที่นั่งข้างๆเธอแทนอืม...บางทีฉันควรจะเกาะอยู่กับไมค์ไว้ดีกว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นเรื่องจริงไม่ใช่นิยายเพ้อฝัน“เจสสิก้ากำลังวิเคราะห์ทุกอิริยาบถของผม” ผมรายงานเบลล่า “เดี๋ยวเธอจะช่วยขยายให้คุณฟังอย่างละเอียดทีหลัง”ผมผลักถาดอาหารคืนไปให้เธอ อ้อ พิซซ่านั่นเอง ผมสงสัยว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ความรู้สึกหงุดหงิดเก่าๆเริ่มคุขึ้นมาอีกเมื่อผมนึกถึงคำพูดนั้น มากกว่าที่เขาชอบฉันก็แล้วกัน แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเธอกัดพิซซ่าชิ้นเดียวกับผม ผมอัศจรรย์ใจจริงๆที่เธอไว้ใจผมขนาดนั้น แน่นอน เธอไม่รู้หรอกว่าผมมีพิษด้วย แต่การกินอาหารด้วยกันก็ทำร้ายเธอไม่ได้หรอก ถึงอย่างไรก็เถอะ ผมก็ยังอยากให้เธอปฏิบัติต่อผมต่างไปจากนี้ แบบไหนก็ได้ ที่จะทำให้เธอไม่ต้องมาตาย อย่างน้อยก็ไม่ต้องตายอย่างสยดสยองผมจะเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล“ตกลงสาวเสิร์ฟคนนั้นสวยเหรอ”เธอเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง “คุณไม่ได้สังเกตจริงๆเหรอ”อย่างกับผู้หญิงคนไหนจะเบนความสนใจของผมไปจากเบลล่าได้อย่างนั้นแหละ บ้าสิ้นดี“เปล่า ผมไม่ได้สนใจ ผมมีเรื่องคิดเต็มไปหมด” ก็มัวแต่คิดถึงผิวนุ่มๆที่แนบอยู่กับเสื้อบางๆของเธอน่ะสิดีนะ ที่เธอใส่สเวตเตอร์น่าเกลียดตัวนี้มา“น่าสงสารจัง” เบลล่าพูดยิ้มๆ เธอชอบที่ผมไม่ได้สนใจสาวเสิร์ฟคนนั้น นั่นผมเข้าใจดีทีเดียว ผมเองยังอยากจะทำไมค์ นิวตันพิการในชั่วโมงชีววิทยามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เธอไม่กล้ายอมรับตรงๆว่าความรู้สึกอย่างมนุษย์ซึ่งเป็นผลพวงของสิบเจ็ดปีแห่งการเป็นมนุษย์ของเธอ มันรุนแรงกว่าโทสะของอมนุษย์ซึ่งหลอมละลายอยู่ในตัวผมนับสิบปี“บางอย่างที่คุณบอกเจสสิก้า...” ผมปรับน้ำเสียงให้มันฟังสบายๆไม่ไหวแล้ว “ทำให้ผมไม่สบายใจ”เธอรีบป้องกันตัวเองทันที “ฉันไม่แปลกใจที่คุณจะได้ยินบางเรื่องที่คุณไม่ชอบ คุณก็รู้ว่าชาวบ้านเขาพูดถึงพวกชอบแอบฟังว่ายังไง”พวกชอบแอบฟังไม่เคยได้ยินอะไรดีๆเกี่ยวกับตัวเอง นั่นล่ะที่เธอจะพูด“ผมเตือนคุณแล้ว ว่าผมฟังอยู่” ผมเตือนเธอ“แล้วฉันก็เตือนคุณแล้วเหมือนกันว่าคุณไม่อยากรู้เรื่องทั้งหมดที่ฉันคิดหรอก”อา..ใช่ เธอคิดถึงตอนที่ผมทำให้เธอร้องไห้ ความสำนึกผิดทำให้เสียงของผมแข็งขึ้น “ใช่ คุณบอกแล้ว แต่คุณไม่ได้พูดถูกหมดหรอก เพราะผมอยากรู้จริงๆว่าคุณกำลังคิดอะไรทุกอย่าง ผมเพียงแต่...ไม่อยากให้คุณคิดเรื่องบางอย่าง”ผมโกหกครึ่งหนึ่ง ผมรู้ว่าผมไม่ควรอยากให้เธอห่วงใยผม แต่ผมอยากให้เธอห่วง แน่นอนที่สุด ผมอยาก“มันต่างกันมากเลยนะ” เธอบ่นพร้อมกับทำหน้าบึ้งตึงใส่ผม“แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นตอนนี้หรอก”“แล้วอะไรล่ะ”เธอเอนตัวมาหาผม มือกำหลวมๆอยู่รอบคอของเธอ มันดึงดูดสายตาผม ผิวของเธอจะนุ่มนวลขนาดไหนนะตั้งใจหน่อย ผมสั่งตัวเอง“คุณคิดจริงๆหรือว่าคุณแคร์ผมมากกว่าผมแคร์คุณ” ผมถาม คำถามนั้นดูน่าขบขันสำหรับผม มันเหมือนถ้อยคำผสมปนเปกันไปหมดดวงตาเธอเบิกกว้าง ลมหายใจหยุดไป แล้วเธอก็เมินหน้าไป กะพริบตาอย่างรวดเร็ว แล้วลมหายใจเธอก็เปลี่ยนเป็นกระหืดกระหอบ“คุณทำอีกแล้ว” เธอพึมพำ“ทำอะไร”“ก็สะกดฉัน” เธอยอมรับ สบตาผมอย่างระมัดระวัง“อ้อ” อืม...ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ไม่แน่ใจพอๆกับที่ผมไม่ต้องการสะกดเธอนั่นล่ะ ผมยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่เลยที่ผมทำได้ แต่มันไม่ได้ช่วยให้การสนทนาของเราคืบหน้าไปไหนเลย“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก” เธอถอนใจ “คุณทำอะไรไม่ได้นี่”“คุณจะตอบคำถามของผมไหม” ผมถามเธอก้มลงมองโต๊ะ “อืม”เธอพูดแค่นั้น “อืม คุณจะตอบคำถามผม หรือว่า อืม คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ” ผมถามอย่างเหลืออด“อืม ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ” เธอพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้น เสียงของเธอเหมือนจะเจือความเศร้าเล็กน้อย เธอหน้าแดงเรื่อขึ้นอีกครั้ง และขบริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัวจู่ๆผมก็นึกขึ้นได้ว่ามันยากที่เธอจะยอมรับเรื่องนี้ เพราะว่าเธอเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเจ้าคนขึ้ขลาด ไมค์ ที่อยากให้เธอเผยความรู้สึกของเธอออกมาก่อนที่ผมจะบอกความรู้สึกของผมออกไป มันไม่สำคัญเลยที่ผมคิดว่าผมได้เปิดเผยตัวเองออกไปอย่างโจ่งแจ้งแล้ว มันไม่ได้เข้าไปในความรู้สึกเธอเลย และผมก็ไม่สามารถจะแก้ตัวได้ “คุณคิดผิด” ผมสัญญากับเธอ เธอจะต้องสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่แทรกอยู่ในเสียงของผมเบลล่าเงยหน้าขึ้น แววตาเธอดูหม่นมัว ไม่บ่งบอกว่าเธอกำลังคิดอะไร “คุณจะไปรู้ได้ยังไง” เธอพูดแผ่วเบาเบลล่าคิดว่าที่ผมพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของเธอก็เพราะว่าผมอ่านใจเธอไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว ปัญหาก็คือ เธอประเมินความรู้สึกของผมต่ำเกินไป“อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น” ผมสงสัยเธอมองตอบผม คิ้วขมวดมุ่น และกัดริมฝีปากอีกครั้ง เป็นครั้งที่หนึ่งล้านที่ผมหวังว่าผมจะอ่านใจเธอได้ผมเกือบจะถามเธอออกไปแล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็ยกนิ้วขึ้นเป็นสัญญาณให้ผมอยู่เงียบๆเสียก่อน“ขอฉันคิดก่อนสิ” เธอขอตราบใดที่เธอแค่จัดระบบความคิดของตัวเอง ผมก็อดทนรอได้หรือไม่ก็แสร้งทำว่ารอได้เธอประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วบิดนิ้วคลายนิ้วไปเรื่อยๆ เธอมองมือของเธอราวกับว่ามันเป็นของคนอื่นขณะที่เธอพูด “เอ่อ...ก็นอกจากเหตุผลที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว” เธอพึมพำ “บางครั้ง...ฉันไม่แน่ใจหรอก ก็ฉันอ่านใจใครไม่เป็น แต่บางครั้งดูเหมือนคุณพยายามจะบอกลาทั้งที่คุณพูดเรื่องอื่นอยู่แท้ๆ” เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นเธอจับความได้สินะ แล้วเธอจะรู้ไหมว่าที่ผมยังอยู่ที่นี่ก็เพราะแค่ความอ่อนแอและความเห็นแก่ตัวเท่านั้น เธอจะคิดว่าผมควรจะเป็นคนดีกว่านั้นไหม“ความรู้สึกไวจริงๆ” ผมระบายลมหายใจ และมองเธอด้วยความหวาดหวั่นขณะที่ความเจ็บปวดทำให้สีหน้าเธอบิดเบี้ยวไป ผมต้องรีบทำลายสมมติฐานของเธอเสียก่อน “แต่เพราะอย่างนี้แหละคุณถึงคิดผิด” ผมเริ่มต้น และหยุดชั่วครู่ นึกถึงคำพูดแรกของเธอตอนที่เธออธิบายให้ผมฟัง มันรบกวนจิตใจผมถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้แน่ชัดว่ามันหมายความว่าอย่างไร “แล้วคำว่า “เห็นได้ชัดอยู่แล้ว” มันหมายความว่ายังไง”“นี่ ก็ดูฉันสิ” เธอพูดผมก็กำลังมองอยู่นี่ไง ทั้งหมดที่ทำอยู่ตอนนี้ก็คือนั่งดูเธอ เธอหมายความว่ายังไงกันแน่“ฉันเป็นคนธรรมดาสุดๆเลย” เธออธิบาย “เอ่อ...นอกจากเรื่องแย่ๆอย่างประสบการณ์เฉียดตายทั้งหลาย แล้วก็ซุ่มซ่ามจนแทบจะเป็นง่อย แล้วดูคุณสิ” เธอโบกมือมาที่ผม เธอชี้ให้เห็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดจนไม่จำเป็นต้องพูดออกมาเธอคิดว่าเธอเป็นคนธรรมดา เธอคิดว่าผมดีกว่าเธอ จะใช้มาตรฐานของใครล่ะ งี่เง่า ใจแคบ และตามืดบอดเหมือนเจสสิก้าหรือคุณนายโคพอย่างนั้นหรือ ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้ตัวเลยนะว่าเธอสวยที่สุด วิจิตรงดงามที่สุด แม้กระทั่งคำพวกนี้ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายเธอได้เลยเธอไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ“คุณรู้ไหมว่าคุณไม่ได้เห็นตัวเองชัดเจนเลย” ผมบอกเธอ “แต่ก็ต้องยอมรับว่าคุณพูดถูกเรื่องแย่ๆพวกนั้น” ผมหัวเราะอย่างไม่รู้สึกตลก ผมมองไม่เห็นว่ามีโชคชะตาปีศาจที่ไหนทำให้อารมณ์ขันเธอหายไป แต่เรื่องความซุ่มซ่ามนี่ ผมว่ามันก็ดูตลกดี ดูน่ารัก เธอจะเชื่อไหมถ้าผมบอกเธอว่า เธอสวยทั้งภายในและภายนอก บางทีเธออาจจะอยากให้ผมหาหลักฐานมายืนยันก็ได้ “แต่คุณไม่ได้ยินว่ามนุษย์ผู้ชายทุกคนในโรงเรียนคิดอะไรวันที่คุณมาที่นี่วันแรก”อา...ความหวัง ความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น พวกเขาพากันเพ้อฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทันที เป็นไปไม่ได้ก็เพราะเธอไม่เคยต้องการคนพวกนั้นเลยผมคือคนที่เธอเลือกรอยยิ้มของผมมันคงดูร่าเริงที่สุดแน่ สีหน้าเธอว่างเปล่าด้วยความประหลาดใจ “ฉันไม่เชื่อหรอก” เธอพูดอู้อี้“เชื่อผมสักครั้งเถอะ คุณน่ะห่างไกลจากคำว่าธรรมดาแน่นอน”การที่มีเธออยู่บนโลกถือเป็นข้อแก้ตัวที่มีเหตุผลเพียงพอสำหรับการสร้างโลกนี้ทีเดียวผมสังเกตว่าเธอไม่เคยชินกับคำชม แต่มันเป็นอย่างหนึ่งที่เธอต้องทำตัวให้ชิน หน้าเธอแดงเรื่อ แล้วเธอจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “แต่ฉันไม่ได้คิดจะบอกลาแน่นอน” “คุณไม่เห็นเหรอ นี่แหละที่พิสูจน์ว่าผมถูก ผมแคร์มากกว่าเพราะถ้าผมทำได้...” จะมีสักครั้งหนึ่งไหมที่ผมจะไม่เห็นแก่ตัวแล้วทำสิ่งที่ถูกต้อง ผมส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง ผมต้องพยายามเข้มแข็ง เธอสมควรมีชีวิตอยู่ เธอไม่ควรจะเป็นอย่างในภาพนิมิตของอลิซ “ถ้าการจากไปเป็นสิ่งที่ถูกต้อง...” และมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ มันไม่มีเทวดาจอมสะเพร่า เบลล่าไม่ได้เป็นของผม “ผมเลือกจะเจ็บเองเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองทำร้ายคุณ ทำให้คุณปลอดภัย”ขณะที่ผมพูดออกไป ผมอยากจะให้มันเป็นความจริงเธอจ้องมองผม คำพูดของผมคงจะทำให้เธอโกรธ “แล้วคุณไม่คิดเหรอว่า ฉันก็คงจะทำแบบเดียวกัน” เธอถามด้วยความฉุนเฉียวฉุนเฉียวมาก อ่อนโยนมาก บอบบางมาก เธอจะไปทำอันตรายใครได้ “คุณไม่เคยต้องเลือก” ผมบอกเธอด้วยความหดหู่ใจเมื่อเห็นความแตกต่างมหาศาลของเราเธอมองจ้องผม ความกังวลเข้ามาแทนที่โทสะในแววตา และนำมาซึ่งรอยย่นตรงหว่างตาเธอจะต้องมีอะไรบางอย่างในจักรวาลนี้กำลังผิดพลาดอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าคนที่แสนดีและบอบบางจะไม่มีเทวดาผู้พิทักษ์คอยคุ้มครองให้พ้นจากปัญหาเอาเถอะ ผมคิดอย่างขบขัน อย่างน้อยเธอก็มีแวมไพร์ผู้พิทักษ์ก็แล้วกันผมยิ้มอย่างยินดีกับข้ออ้างที่ผมจะได้อยู่ข้างๆเธอ “แน่ล่ะ การพยายามช่วยให้คุณปลอดภัยเริ่มคล้ายงานเต็มเวลาที่ผมต้องอยู่ประจำหน้าที่ตลอดเวลาแล้ว”เธอยิ้มเช่นกัน “ยังไม่มีใครพยายามจะทำร้ายฉันวันนี้นะ” เธอพูดอย่างร่าเริง แต่แล้วสีหน้าเธอก็กลับเปลี่ยนเป็นสงสัยอยู่ครึ่งวินาทีก่อนที่จะสงบเฉยเมยอีกครั้ง“ยังไม่มี” ผมเติมให้อย่างแกนๆ“ยังไม่มี” เธอยอมรับ ผมประหลาดใจที่คราวนี้เธอไม่ปฏิเสธความคุ้มครองเขาทำได้ยังไง เจ้างั่งเห็นแก่ตัว เขาทำอย่างนี้กับพวกเราได้ยังไง เสียงหวีดแหลมสูงของโรซาลี่แทรกเข้ามาในความคิดของผม“ใจเย็นน่า โรส” ผมได้ยินเสียงกระซิบของเอ็มเมทท์ดังข้ามห้องมา แขนของเขาโอบอยู่ที่ไหล่ของเธอ กระชับตัวเธอเข้าหาเขา เขารั้งตัวเธอเอาไว้ขอโทษนะเอ็ดเวิร์ด อลิซคิดอย่างสำนึกผิด เธอรู้ว่าเบลล่ารู้อะไรมากเกินไปแล้วจากที่พวกเธอคุยกันน่ะ แล้วก็...เอ่อ...มันจะยิ่งแย่กว่านี้ถ้าฉันยังไม่ยอมบอกความจริงเธออีกน่ะ เชื่อฉันเถอะนะผมสะดุ้งเมื่อได้เห็นภาพนิมิตที่ตามมา ภาพที่จะเกิดขึ้นหากผมบอกโรซาลีที่บ้านว่าเบลล่ารู้แล้วว่าผมเป็นแวมไพร์ บ้านซึ่งเป็นที่ๆเธอไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก ผมคงต้องเอาเจ้าแอสตัน มาร์ตินของผมไปซ่อนไว้นอกรัฐโน่นเลยถ้าหากว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้วโรซาลียังอารมณ์ไม่ดีขึ้น ภาพที่รถคันโปรดของผมไฟไหม้และแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีทำให้ผมโกรธ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ตัวดีว่าสมควรได้รับการแก้แค้นแจสเปอร์ก็ไม่ได้อารมณ์ดีไปกว่ากันนักผมจะจัดการกับพวกนั้นทีหลัง ผมเพิ่งจะมีเวลาอยู่กับเบลล่าได้นานๆ และผมไม่อยากเสียมันไปเปล่าๆ และ อลิซบอกผมไว้แล้ว ว่าผมมีเรื่องต้องจัดการ “ผมมีอีกหนึ่งคำถาม” ผมพูด ไม่สนใจความคิดเสียสติของโรซาลี“ว่ามา”“คุณต้องไปซีแอตเติลเสาร์นี้จริงๆ หรือนั่นเป็นแค่ข้อแก้ตัวกับบรรดามิตรรักแฟนเพลงของคุณ”เธอทำหน้าบึ้งใส่ผม “นี่ ฉันยังไม่ยกโทษให้คุณเรื่องไทเลอร์นะ ความผิดของคุณแท้ๆที่ทำให้ตานั่นเอาไปนึกเป็นตุเป็นตะว่าฉันจะไปงานพรอมกับเขาน่ะ”“ถึงไม่มีผม เขาก็หาโอกาสถามคุณเองได้อยู่ดี ผมแค่อยากเห็นว่าคุณจะทำหน้ายังไง”ผมหัวเราะออกมาเมื่อคิดถึงสีหน้าตกตะลึงของเธอ ขนาดความลับดำมืดของผมยังไม่ทำให้เธอตะลึงได้ขนาดนั้นเลย ความจริงไม่เคยทำให้เธอกลัว เธอต้องการอยู่กับผม นั่นล่ะจิตใจประหลาดพิกลของเธอ“ถ้าผมเป็นคนชวน คุณจะปฏิเสธผมด้วยไหม”“อาจจะไม่” เธอบอก “แต่ฉันก็จะบอกเลิกทีหลัง แกล้งทำเป็นป่วยหรือข้อเท้าแพลง อะไรประมาณนั้น”ประหลาดอะไรอย่างนี้ “ทำไมต้องทำอย่างนั้น”เธอส่ายหัว เหมือนกับว่าผิดหวังที่ทำไมผมไม่เข้าใจในทันที “คุณไม่เคยเห็นตอนฉันเล่นพละล่ะสิ ไม่อย่างนั้นคุณคงเข้าใจดี”อ้อ “คุณกำลังพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คุณไม่สามารถเดินบนที่ราบธรรมดาได้โดยไม่สะดุดอะไรสักอย่างใช่ไหม”“แน่นอนที่สุด” “นั่นไม่น่าจะเป็นปัญหา การเต้นรำขึ้นอยู่กับคนนำเท่านั้น” ชั่วแวบหนึ่ง ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่ได้โอบเธอไว้ในอ้อมแขนขณะที่เราเต้นรำด้วยกัน และแน่นอน เธอจะต้องใส่ชุดที่สวยประณีตกว่าสเวตเตอร์น่าเกลียดตัวนี้แน่ผมยังจำได้ชัดเจนถึงความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งผมได้โอบกอดเธอ และผลักเธอให้พ้นจากรถตู้ที่กำลังพุ่งเข้ามา ความรู้สึกนั้นมันยังชัดเจนเสียยิ่งกว่าความร้อนรน ความสิ้นหวัง และความโศกเศร้าในวันนั้น เธอช่างอบอุ่นและนุ่มนวล เข้ากันได้ดีกับร่างกายดุจหินผาของผมผมดึงตัวเองออกมาจากความทรงจำ“คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะ ว่าคุณตั้งใจจะไปซีแอตเติลจริงๆ หรือจะเป็นอะไรไหมถ้าเราจะทำอย่างอื่นกัน”ขี้โกง-ผมมีตัวเลือกให้เธอ แต่เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ไปกับผมอยู่ดี ผมนี่ไม่ค่อยจะยุติธรรมเลย แต่เมื่อคืนนี้ผมสัญญากับเธอไว้แล้วนี่ และผมอยากจะทำให้มันเป็นจริงด้วย ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกขนลุกอยู่บ้างก็ตามวันเสาร์นี้พระอาทิตย์จะสาดแสง ผมจะได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผมให้เธอดูถ้าผมกล้าพอที่จะทนความหวาดกลัวและขยะแขยงของเธอได้ ผมรู้แล้วว่าจะพาเธอไปที่ไหนดี“ฉันยังไงก็ได้ค่ะ” เบลล่าบอก “แต่ฉันขออะไรบางอย่างได้ไหม”ถือว่าเธอตอบตกลงกับผมแล้วนะ แล้วเธอต้องการอะไรจากผมล่ะ“อะไรล่ะ”“ให้ฉันเป็นคนขับรถได้ไหม”เธอคิดจะล้อเล่นหรือเปล่านี่ “ทำไมล่ะ”“คืองี้ ฉันบอกชาร์ลีว่าฉันจะไปซีแอตเติล เขาถามว่าฉันจะไปคนเดียวหรือเปล่า ซึ่งตอนนั้นฉันก็ไปคนเดียวจริงๆ ถ้าเขาถามอีกฉันก็ไม่อยากจะโกหก แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะถามซ้ำอีก แล้วการทิ้งรถไว้ที่บ้านก็จะทำให้เขาต้องถามขึ้นมาอีกอย่างไม่จำเป็น และเป็นเพราะการขับรถของคุณทำให้ฉันอกสั่นขวัญหายด้วย” ผมกลอกตาให้เธอ “ในบรรดาเรื่องทั้งหลายแหล่ของผมที่ทำให้คุณอกสั่นขวัญแขวน คุณกลัวแต่เรื่องขับรถของผมเนี่ยนะ” สมองเธอทำงานกลับตาลปัตรจริงแท้แน่นอน ผมส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์เอ็ดเวิร์ด อลิซเรียกอย่างร้อนรนทันใดนั้นผมก็เห็นแสงอาทิตย์เป็นวงเจิดจ้าอยู่ในภาพนิมิตของอลิซมันเป็นที่ที่ผมรู้จักดี ที่ที่ผมเพิ่งตัดสินใจจะพาเบลล่าไป มันเป็นทุ่งหญ้าเล็กๆที่ไม่มีใครเคยไปนอกจากผม สถานที่เงียบสงบและสวยงามอันห่างไกลจากถนนและถิ่นฐานของมนุษย์ซึ่งผมสามารถมาพักพิงได้เวลาที่ต้องการอยู่คนเดียว ที่ที่แม้กระทั่งจิตใจของผมก็สามารถพักผ่อนได้อย่างเงียบสงบอลิซก็จำมันได้เช่นกัน เธอเคยเห็นผมที่นั่นเมื่อนานมาแล้วในอีกภาพนิมิตหนึ่ง ภาพที่กระพริบวูบวาบและพร่ามัวที่อลิซเคยให้ผมดูเมื่อตอนที่ผมช่วยเบลล่าไว้จากรถตู้ในภาพที่กระพริบวูบวาบนั้น ผมไม่ได้อยู่คนเดียว และตอนนี้มันชัดเจนแล้ว เบลล่านั่นเองอยู่ที่นั่นกับผม นั่นแปลว่าผมจะกล้าหาญพอ เธอกำลังจ้องมองผม สีรุ้งเลื่อมพรายเต้นวิบวับอยู่บนใบหน้าเธอ แววตาของเธอลึกล้ำสุดจะหยั่งถึงมันเป็นที่เดียวกัน อลิซคิด ใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเป็นคนละเรื่องกับภาพนิมิตของเธอ บางทีอาจจะเครียด หรืออาจจะกลัว เธอหมายความว่าอะไรที่เธอพูดว่า ที่เดียวกันแล้วผมก็เห็นมันเอ็ดเวิร์ด อลิซทักท้วงอย่างหวาดกลัว ฉันรักเบลล่านะ เอ็ดเวิร์ดผมตัดเธอออกไปอย่างโหดร้ายเธอไม่ได้รักเบลล่าอย่างที่ผมรักหรอก ภาพนิมิตของเธอมันเป็นไปไม่ได้ มันผิดพลาด เธอตาบอดไปแล้วถึงได้เห็นภาพที่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งนาที เบลล่ามองหน้าผมด้วยความสงสัย เธอรอให้ผมตอบรับคำขอของเธอ เธอจะมองเห็นเสี้ยวแห่งความหวาดกลัวนั่นไหม หรือมันเร็วเกินกว่าที่เธอจะมองเห็นผมหันมาตั้งสมาธิให้อยู่กับบทสนทนาที่ยังค้างคาของเธอ แล้วผลักอลิซกับภาพนิมิตผิดพลาดไม่มีความจริงให้พ้นไปจากความคิดของผม มันไม่มีค่าพอที่ผมจะสนใจแต่ผมไม่สามารถจะรักษาน้ำเสียงสนุกสนานไปกับมุขตลกของเราได้อีกต่อไปแล้ว“คุณจะไม่บอกพ่อคุณเหรอ ว่าคุณจะออกไปกับผม” ผมถาม ความดำมืดแทรกซึมอยู่ในน้ำเสียงของผมผมผลักภาพนิมิตนั้นออกไปอีกครั้ง พยายามให้มันออกไปไกลยิ่งกว่าเดิม มันจะได้ไม่มากระพริบวิบวับอยู่ในหัวผมอีก“สำหรับชาร์ลี น้อยก็คือมาก ง่ายก็คือยากนั่นแหละ” เบลล่าบอก มั่นอกมั่นใจกับความจริงข้อนั้นมาก “แล้วเราจะไปไหนกันล่ะ” อลิซคิดผิด ผิดอย่างมหันต์ มันไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย และมันเป็นแค่ภาพนิมิตเก่าๆ มันเอามาใช้อะไรไม่ได้แล้ว ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว“อากาศจะสดใส” ผมบอกเธอช้าๆ ขณะที่ต่อสู้กับความร้อนรนและลังเลอลิซคิดผิด ผมจะทำต่อไปเหมือนกับว่าไม่เคยได้เห็นได้ยินอะไรทั้งสิ้น “ผมคงต้องหลบให้พ้นจากสายตาผู้คน...และคุณก็ไปกับผม ถ้าคุณอยากไป”เบลล่าจับคำนั้นได้ในทันที แววตาเธอสดใสและกระตือรือร้น “แล้วคุณจะอธิบายเรื่องแสงแดดให้ฉันเข้าใจเหรอ”บางทีคงจะเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา ปฏิกิริยาของเธอจะตรงข้ามกับที่ผมคิดไว้เสมอ ผมยิ้มให้กับความเป็นไปได้นั้น ขณะที่พยายามกลับไปหาช่วงเวลาที่สดใสกว่านี้ “ใช่ แต่...” เธอยังไม่ได้ตอบตกลงกับผม “แต่ถ้าคุณไม่อยาก...อยู่ตามลำพังกับผม ผมก็ยังไม่อยากให้คุณไปซีแอตเติลเองคนเดียวอยู่ดี แค่คิดว่าคุณจะเจออะไรในเมืองใหญ่ขนาดนั้น ผมก็หนาวแล้ว”ปากเธอเม้มแน่น เธอกำลังโกรธ“แค่เรื่องประชากร ฟีนิกซ์ก็มีเยอะกว่าซีแอตเติลตั้งสามเท่าแล้ว แต่ถ้าพูดถึงขนาดล่ะก็...”“แต่ว่าตอนคุณอยู่ฟีนิกซ์ชีวิตของคุณยังไม่ถูกนับถอยหลัง” ผมพูดแทรกเธอขึ้นมา “ผมเลยอยากให้คุณอยู่ใกล้ๆผมไว้จะดีกว่า”เธอจะอยู่ไปตลอดกาลเลยก็ได้ นั่นไม่ถือว่านานเกินไปหรอกผมไม่ควรคิดอย่างนั้น ไม่มีคำว่าตลอดกาลสำหรับเรา หนึ่งวินาทีมันผ่านไปเร็วเสียยิ่งกว่าที่มันเคยเป็น และแต่ละวินาทีนั้นนำความเปลี่ยนแปลงมาให้เธอ ขณะที่ผมยังคงเหมือนเดิม“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่ว่าอะไรถ้าต้องอยู่ตามลำพังกับคุณ” เธอบอกนั่นก็เป็นเพราะว่าสัญชาตญาณของเธอมันกลับตาลปัตรน่ะสิ“ผมรู้” ผมถอนใจ “แต่ยังไงคุณก็ควรบอกชาร์ลีไว้”“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย” เธอถาม น้ำเสียงออกจะหวาดผวาผมจ้องมองเธอ ภาพนิมิตที่ผมไม่สามารถควบคุมได้หมุนวนจนน่าเวียนหัวอยู่ในหัวของผม“เพื่อให้ผมจำเป็นต้องพาคุณกลับไปน่ะสิ” ผมขู่ฟ่อ เธอควรจะช่วยผมสักหน่อย ช่วยหาพยานให้ผมสักคนมาช่วยบังคับให้ผมทำอะไรให้รอบคอบทำไมอลิซจะต้องมาบอกเรื่องนั้นเอาตอนนี้ด้วยนะเบลล่ากลืนอาหารเสียงดัง แล้วหันมาจ้องมองผมอยู่ครู่ใหญ่ เธอมองเห็นอะไร“ฉันว่าฉันจะลองเสี่ยงไม่บอกดู” เธอพูดหา! นี่เธออยากจะตื่นเต้นด้วยการเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงหรือไงนะ เธออยากให้อดรีนาลีนมันฉีดพล่านหรืออย่างไรผมถลึงตาใส่อลิซ ที่มองผมด้วยสายตาอ้อนวอน ข้างๆเธอ โรซาลีหน้าตาถมึงทึงด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ผมไม่สนเลยสักนิด ให้เธอทำลายรถไปเลย มันก็แค่ของเล่นเท่านั้น“พูดเรื่องอื่นกันเถอะ” จู่ๆเบลล่าก็เสนอขึ้นมาผมหันกลับมามองเธอ สงสัยว่าทำไมเธอถึงทำเป็นเฉยเมยกับเรื่องสำคัญๆได้ ทำไมเธอไม่มองผมเป็นปีศาจอย่างที่ผมเป็น“คุณอยากพูดเรื่องอะไรล่ะ”เธอเหลือบตามองซ้ายทีขวาทีเหมือนกลัวว่าจะมีใครแอบฟัง เธอต้องวางแผนจะพูดเรื่องเกี่ยวกับความเชื่ออะไรพวกนั้นอีกแน่ แววตาเธอหยุดนิ่ง และตัวแข็งอยู่ชั่ววินาที แล้วเธอก็กลับมามองผม“คุณไปที่โก๊ท ร็อคส์เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทำไม ไปล่าสัตว์เหรอ ชาร์ลีบอกว่ามันไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะไปเดินป่า เพราะหมีเยอะ”เธอสงบนิ่งมาก ผมมองจ้องเธอ เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง“หมีเหรอ” เธอรีบพูดผมหัวเราะอย่างประชดประชัน พลางมองหน้าเธอ เรื่องนี้เหรอที่ทำให้เธออยากคุยกับผมอย่างเป็นจริงเป็นจัง จะมีอะไรอีกไหมเนี่ยเธอรีบทำสีหน้าให้เป็นปกติ “แต่นี่ไม่ใช่ฤดูล่าหมีนี่” เธอพูดท่าทางจริงจังพร้อมกับเขม้นมอง“ถ้าคุณอ่านกฎหมายอย่างละเอียด มันห้ามเฉพาะการล่าด้วยอาวุธ”เธอลืมควบคุมสีหน้าไปแล้ว ปากของเธอเผยอออก“หมีเรอะ” เธอทวนคำ เหมือนจะเป็นคำถามมากกว่าจะหลุดปากมาด้วยความตกตะลึง“กริซลีย์เป็นของโปรดของเอ็มเมทท์น่ะ” ผมสบตาเธอ เห็นว่าเรื่องนี้ซึมเข้าหัวเธอไปแล้ว“อืม...” เธอพึมพำ กัดพิซซ่าคำหนึ่งแล้วก้มหน้าลง เธอเคี้ยวมันอย่างครุ่นคิด แล้วจึงดื่มน้ำ“แล้ว...” เธอพูด ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมา “ของโปรดของคุณล่ะ”ความจริงผมน่าจะคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ผมกลับไม่ได้คิด เบลล่ามักจะสนใจรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด“สิงโตภูเขา” ผมตอบห้วนๆ“อ๋อ” เธอพูดอย่างเฉยเมย เสียงหัวใจของเธอยังคงเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนเรากำลังคุยกันเรื่องภัตตาคารโปรดของเราถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ถ้าเธออยากจะทำเหมือนกับเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาก็ตามใจเธอ“แน่นอน พวกเราต้องคอยระวังที่จะไม่ล่าสัตว์โดยไม่คิดจนทำให้กระทบสิ่งแวดล้อม” ผมบอกเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกเราพยายามจะเน้นแต่เฉพาะพื้นที่ที่มีสัตว์ล่าเหยื่อมากเกินไปและพยายามออกล่าให้ไกลที่สุด แถวนี้ก็มีกวางกับกวางเอลค์เยอะอยู่หรอก แต่มันจะไปสนุกอะไรล่ะ”เธอฟังด้วยความสนใจอย่างสุภาพเหมือนกำลังฟังอาจารย์สอนหนังสืออยู่ ผมยิ้มออกมา“นั่นสิ จะไปสนุกอะไร” เธอพึมพำอย่างสงบ แล้วกัดพิซซ่าอีกคำหนึ่ง“ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงล่าหมีที่เอ็มเมทท์ชอบ” ผมเสริม แล้วสอนหนังสือต่อไป “เพราะพวกมันเพิ่งตื่นจากการจำศีล มันก็เลยขี้โมโหมากเป็นพิเศษ”เจ็ดสิบปีมาแล้ว แต่เขาไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ครั้งแรกนั้นเลย“อื้อ จริงด้วย ไม่มีอะไรสนุกไปกว่าหมีกริซลี่ย์ขี้โมโหหรอก” เบลล่าพยักเพยิด แล้วพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมผมอดหัวเราะไม่ได้ขณะที่ส่ายหัวให้กับความนิ่งสงบอันไม่เป็นเหตุเป็นผลของเธอ ผมต้องเร่งหน่อยแล้ว “ขอร้องล่ะ ช่วยบอกหน่อยว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่”“ฉันพยายามนึกภาพ แต่นึกไม่ออก” เธอบอก รอยย่นปรากฏที่หว่างตาเธอ “พวกคุณจะล่าหมีได้ยังไงถ้าไม่มีอาวุธ”“อ๋อ มีสิ” ผมบอกเธอ และเผยยิ้มกว้างอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าเธอจะหดตัวหนี แต่เธอกลับนิ่งมองผม “เพียงแต่มันไม่ใช่อาวุธแบบที่ระบุไว้ในกฎหมายล่าสัตว์เท่านั้น ถ้าคุณเคยเห็นหมีเวลาจู่โจมในทีวี คุณก็คงนึกภาพการล่าสัตว์ของเอ็มเมทท์ได้”เธอเหลือบมองไปทางโต๊ะที่คนอื่นๆนั่งอยู่ แล้วทำตัวสั่นในที่สุดเธอก็กลัว ผมถึงกับหัวเราะกับตัวเอง เพราะส่วนหนึ่งในตัวผมหวังไว้ว่าเธอจะยังคงเฉยๆกับมันดวงตาสีเข้มของเธอเบิกกว้างและลึกล้ำขณะที่เธอจ้องมองผม “แล้วคุณชอบหมีเหมือนกันรึเปล่า” เธอถามเสียงเบาจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ“น่าจะชอบสิงโตมากกว่า ตามที่คนอื่นๆบอกผม” ผมบอกเธอ พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้น้ำเสียงเรียบเฉย “บางทีรสนิยมการกินคงบ่งบอกตัวตนของเราด้วย”เธอยิ้มน้อยๆ “บางที” เธอทวนคำ แล้วเธอก็เอียงหัวไปข้างหนึ่ง แววกระหายใคร่รู้ปรากฏชัดอยู่ในดวงตาของเธอ “แล้วฉันจะได้เห็นไหม”ผมไม่จำเป็นต้องดูภาพของอลิซเพื่อจะได้เห็นความหวาดกลัวนี้ แค่จินตนาการของผมก็เพียงพอแล้ว“ไม่มีทาง” ผมคำรามใส่เธอเธอสะดุ้งออกห่างจากผม แววตางงงวยและหวาดกลัวผมเอนตัวออกมาเช่นกัน เพื่อเว้นระยะห่างระหว่างเราสักหน่อย เธอไม่มีวันจะได้เห็น จริงไหม เธอยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยผมให้รักษาชีวิตเธอไว้ได้ “มันน่ากลัวเกินไปสำหรับฉันเหรอ” เธอถาม น้ำเสียงราบเรียบ แต่หัวใจของเธอยังคงเต้นเร็วกว่าปกติสองเท่า“ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ผมจะพาคุณออกไปด้วยกันตั้งแต่คืนนี้เลย” ผมกัดฟันย้อนเธอกลับไป “คุณจำเป็นต้องมีความกลัวในปริมาณที่ดีต่อสุขภาพบ้าง ไม่มีอะไรที่จะมีประโยชน์ต่อคุณมากไปกว่านี้แล้ว”“งั้นทำไมล่ะ” เธอถามด้วยความอยากรู้ผมจ้องหน้าเธอเขม็ง หวังว่าเธอจะกลัว ผมต่างหากที่กลัว ผมได้แค่จินตนาการเท่านั้นว่าเบลล่าอยู่ข้างๆผมตอนที่ผมล่าเหยื่อ แววตาเธอยังฉายแววอยากรู้ และหงุดหงิด ไม่มีแววอะไรอื่นอีก เธอรอคำตอบของเธออย่างไม่ยอมแพ้แต่เวลาของเธอหมดแล้ว“เอาไว้ทีหลังเถอะ” ผมตะคอกแล้วลุกขึ้นยืน “เราจะเข้าห้องสายแล้ว เธอมองไปรอบๆตัวอย่างสับสนเหมือนลืมไปแล้วว่าเรากำลังกินอาหารกลางวันกันอยู่ เหมือนลืมไปแล้วว่าเรายังอยู่ที่โรงเรียน เหมือนคิดว่าเราอยู่ด้วยกันลำพังในที่ส่วนตัวที่ไหนสักแห่ง ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีทีเดียว มันยากนักที่จะคิดถึงสิ่งอื่นใดในโลกเมื่อผมได้อยู่กับเธอเธอรีบลุกขึ้นยืน สะดุดเสียทีหนึ่ง แล้วเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นบนไหล่“ตกลง เอาไว้ทีหลังก็ได้” เธอบอก ผมเห็นความตั้งใจจริงจากริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอ เธอไม่มีวันลืมแน่
edit @ 29 Jun 2009 21:11:00 by vampires-nice
edit @ 30 Jun 2009 17:44:59 by vampires-nice

#1 By may (110.49.82.14) on 2009-06-29 00:52